เดอะ การ์เดียน สื่อดังระดับโลกออกมาแฉการบังคับใช้แรงงานเมียนมาของโรงงานแห่งหนึ่งใน อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นโรงงานผลิตกางเกงยีนส์ F&F ส่งให้กับ เทสโก (Tesco) ระหว่างปี 2017-2020
ขณะนี้ บริษัทเทสโกในสหราชอาณาจักรกำลังถูกฟ้องคดีโดยอดีตพนักงานโรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปดังกล่าวกว่า 130 คน ในข้อหาประมาทเลินเล่อและให้ค่าจ้างไม่เป็นธรรม
โรงงานแห่งนี้ผลิตกางเกงยีนส์ แจ็กเก็ตเดนิม และเสื้อผ้าของ F&F อื่น ๆ สำหรับผู้ใหญ่และเด็ก ให้กับธุรกิจของเทสโกสาขาในประเทศไทยระหว่างปี 2560-2563
เพิ่มโควต้า "แรงงานถูกกฎหมายไปเกาหลีใต้" 15,000 คน
สื่อยักษ์รายงานว่า ได้พูดคุยกับอดีตแรงงานของโรงงานดังกล่าว 21 คน และได้ข้อมูลมาว่า ที่โรงงานแห่งนี้ บังคับใช้แรงงานวันละ 15 ชั่วโมง ตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 5 ทุ่ม และมีวันหยุดให้แค่เดือนละ 1 วัน ตกแล้วแรงงานต้องทำงานกว่า 99 ชั่วโมงต่อสัปดาห์!
นอกจากนี้ แรงงานยังได้ค่าจ้างแค่ราว 130-170 บาทต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายอย่างมาก นอกจากนี้ค่าจ้างยังไม่แน่ไม่นอน เพราะขึ้นอยู่กับจำนวนงานที่ทำได้ในวันนั้น ๆ
อดีตพนักงานยังบอกกับ เดอะ การ์เดียน ว่า ในทุก ๆ เดือน จะต้องมีอย่างน้อย 1 วันที่แรงงานต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ 24 ชั่วโมงติด เพื่อทำงานให้ทันกับยอดออเดอร์ และบ่อยครั้งต้องฟุบหลับอยู่กับจักรเย็บผ้า
พนักงานบางคนยังได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยอดีตพนักงานชายรายหนึ่งเล่าว่า เขาเคยประสบอุบัติเหตุขณะใช้งานเครื่องจักรจนต้องเย็บ 13 เข็ม พนักงานอีกรายหนึ่งกล่าวว่า เขาเสียปลายนิ้วชี้ไปหลังจากใช้เครื่องทำกระดุมขณะทำเสื้อแจ็กเก็ตเดนิม F&F
อดีตพนักงานหลายคนให้ข้อมูลตรงกันว่า พวกเขาถูกตะโกนและข่มขู่โดยผู้จัดการภายในโรงงานหากพวกเขาไม่ทำงานล่วงเวลาและผลิตสินค้าให้ได้ตามเป้าหมาย
อดีตแรงงานมากกว่าสิบคนที่ให้สัมภาษณ์กล่าวว่า โรงงานเปิดบัญชีธนาคารให้พวกเขา แล้วยึดบัตรและรหัสผ่านไปด้วย เพื่อนำเงินเข้าบัญชีเหล่านั้นเสมือนว่าแรงงานได้ค่าจ้างตามกฎหมาย แต่จริง ๆ แล้วแรงงานได้ค่าจ้างเป็นเงินสดที่น้อยกว่านั้นมาก
คนงานส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาโรงงานแห่งนี้สำหรับสถานะการเข้าเมืองของพวกเขา และบางคนกล่าวว่าเอกสารการเข้าเมืองของพวกเขาถูกโรงงานยึดไว้
ในส่วนของที่พักพนักงาน เป็นห้องขนาดเล็กแออัดที่มีพื้นคอนกรีตสำหรับนอนและน้ำบ่อสกปรกในถังสำหรับชำระล้าง ห้องส่วนใหญ่ยังไม่มีประตู มีแต่ผ้าม่านเท่านั้น
ด้านบริษัทเทสโกออกมาเปิดเผยว่า เสื้อผ้าที่ผลิตในโรงงานดังกล่าวมีจำหน่ายเฉพาะในตลาดไทยเท่านั้น แม้ว่าเดอะ การ์เดียน จะมีหลักฐานภาพป้ายที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษบนเสื้อผ้าด้วยก็ตาม มีรายงานว่า กำไรจากการขายสินค้าในประเทศไทยจะถูกส่งกลับไปยังบริษัทแม่ที่สหราชอาณาจักร
นี่เป็นครั้งแรกที่บริษัทเทสโกในสหราชอาณาจักรถูกฟ้องร้องในชั้นศาลจากประเด็นเกี่ยวกับโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าต่างประเทศที่บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของโดยตรง
เทสโกกล่าวว่า การปกป้องสิทธิของทุกคนในห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และจากปัญหาร้ายแรงที่เกิดขึ้นนี้ เทสโกจะยุติความสัมพันธ์กับโรงงานดังกล่าวแล้วในทันที
เทสโกไม่ได้เข้าไปข้องเกี่ยวกับการดำเนินงานของโรงงาน นอกเหนือไปจากการกำหนดและตรวจสอบมาตรฐานและออเดอร์สินค้าเท่านั้น
วิน วิน เมีย วัย 53 ปี เล่าว่า เธอได้รับค่าจ้างประมาณ 130 บาทต่อวันในการเก็บเศษผ้าออกจากโรงงาน กล่าวว่า “พวกเขาเอากำไรนั้นไปจากเรา พวกเขาได้กำไรอยู่แล้ว แต่เราไม่มีกำไรเลย”
ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานกล่าวว่า แบรนด์เสื้อผ้าขนาดใหญ่ เช่น F&F จงใจว่าจ้างบุคคลภายนอกในการผลิตเสื้อผ้าและการตรวจสอบโรงงาน เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดและความเสียหายต่อชื่อเสียง ในขณะเดียวกันก็เพื่อรักษาราคาต้นทุนให้ถูกและเก็บเกี่ยวผลกำไรมหาศาล โดย F&F มีกำไรมากกว่า 9 หมื่นล้านบาทเฉพาะในปี 2563
โอลิเวอร์ ฮอลแลนด์ ทนายความของอดีตแรงงาน กล่าวว่า “เทสโกเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทำกำไรได้มากที่สุดของสหราชอาณาจักร และลูกความของผมกล่าวหาว่า บริษัททำกำไรได้มหาศาลจากการจ้างผลิต โดยคนงานได้รับค่าจ้างต่ำมาก ทำงานเกินชั่วโมงที่กฎหมายกำหนด และต้องทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่แย่มาก”
เขาเสริมว่า “เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อผลกำไรของบริษัทในสหราชอาณาจักรเท่านั้น และเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถซื้อเสื้อผ้าราคาถูกได้ เสื้อผ้าที่มีราคาพอ ๆ กับเสื้อผ้าของ F&F มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอันตรายในห่วงโซ่อุปทาน และนั่นคือสิ่งที่เราได้เห็นในกรณีนี้”
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทลูกของเทสโกในไทยอีก 1 แห่งที่น่าจะถูกดำเนินคดีด้วย
ทั้งนี้ เดอะ การ์เดียน เน้นย้ำว่า คดีความและการกระทำละเมิดกฎหมายแรงงานที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นระหว่างปี 2560-2563 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) จะควบรวมกิจการเทสโกในไทย
ในเดือนสิงหาคม 2563 พนักงาน 136 คนของโรงงานถูกเลิกจ้าง ซึ่งพวกเขากล่าวว่า เกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาขอค่าจ้างและเงื่อนไขการทำงานที่ดีขึ้น พวกเขาพยายามเรียกค่าชดเชยจากโรงงานโดยตรง
ต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน แรงงานได้ยื่นฟ้องต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานของไทย เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ได้รับค่าจ้างค้างชำระ ซึ่งประกอบด้วยค่าจ้าง 2 ปี ค่าจ้างทำงานในวันหยุดตามประเพณี ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าวันหยุดประจำสัปดาห์ แต่กรมฯ สั่งจ่ายเฉพาะค่าชดเชยเลิกจ้างและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่านั้น
คดีจึงขึ้นสู่ศาลแรงงานไทย ซึ่งก็ได้ข้อยุติเช่นเดียวกัน โดยยังไม่มีการจ่ายเงินใด ๆ และคาดว่าคนงานจะยื่นอุทธรณ์ในไม่ช้านี้ ส่วนใหญ่กำลังฝากความหวังไว้กับการฟ้องร้องคดีในสหราชอาณาจักร
ผู้เชี่ยวชาญและนักกฎหมายด้านแรงงานของไทยเชื่อว่า การฟ้องร้องคดีในไทยล้มเหลว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงงานแห่งนี้อาศัยรายงานการตรวจสอบที่จัดทำโดยบริษัทตรวจสอบซึ่งรายงานว่าโรงงานได้ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานจนถึงปี 2020 ซึ่งความจริงแล้วถือเป็นหลักฐานที่บกพร่อง
เดวิด เวลช์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Solidarity Center Thailand กล่าวว่า ศาลมีแนวโน้มที่จะเข้าข้างนายจ้าง และแม่สอดเป็นพื้นที่ที่หลักนิติธรรมอ่อนแอ ค่าจ้างและสภาพการทำงานย่ำแย่ ไม่มีสหภาพแรงงานเข้าถึงพื้นที่ได้ และแรงงานข้ามชาติได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายเพียงเล็กน้อยหรือไม่ได้รับความคุ้มครองเลย
ชฤทธิ์ มีสิทธิ์ ทนายความที่เป็นตัวแทนของแรงงานที่สู้คดีในศาลไทย กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเขาเมินเฉย ศาลในประเทศไทยจำเป็นต้องก้าวขึ้นไปและทำมากกว่านี้ สิ่งที่ผมเห็นมาช้านานคือนายจ้างใช้ระบบในทางที่ผิด”
เรียบเรียงจาก The Guardian
ภาพจาก The Guardian