เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 01.00 น. ของวันที่ 5 ส.ค. 2565 ขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน ได้เกิดประกายไฟบนฝ้าเพดาน จากนั้น ไม่เกิน 5 นาที เพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากตัวหลังคามีการบุโฟมลมดูดซับเสียงที่เป็นวัตถุติดไฟได้ง่าย
ระหว่างนั้น นักร้องในร้านก็ตะโกนว่ามีไฟไหม้ ทำให้นักท่องเที่ยวตกใจวิ่งกรูไปยังประตูทางออกเบียดเสียดเหยียบกันล้ม บางคนถูกไฟคลอก
หลังเกิดเหตุ ตำรวจสภ.พลูตาหลวง พร้อมหน่วยกู้ชีพกู้ภัยต่างๆและรถดับเพลิงกว่า 20 คัน เข้าควบคุมสถานการณ์ ซึ่งการควบคุมเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากภายในผับ มีวัสดุติดไฟได้ง่าย กว่าจะคุมเพลิงได้ต้องใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง
เมื่อเพลิงสงบ เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่ภายในผับ และเป็นที่น่าสลดหดหู่ใจ เมื่อพบผู้เสียชีวิตถูกไฟคลอกถึง 13 ราย เป็นผู้ชาย 9 ราย และผู้หญิงอีก 4 ราย บาดเจ็บอีกหลายราย บางรายถูกไฟคลอกตามร่างกาย บางคนก็สำลักควัน รวมทั้งหลายคนหกล้มระหว่างวิ่งเบียดเสียดหนีกันออกมาทางประตูด้านหน้าผับ
หนึ่งในผู้รอดชีวิต เล่าว่า เธอและเพื่อนๆจองโต๊ะอยู่เกือบหลังร้านจึงมองเห็นภาพต่างๆได้ชัด ภาพแรกที่เห็น คือ ต้นเพลิงมาจากด้านหน้าเวที มีประกายไฟออกมาด้านบนโครงใกล้หลังคา คาดว่าน่าจะเป็นส่วนลำโพง จากนั้น เพลิงก็ลุกลามอย่างรวดเร็ว มีคนตะโกนว่าไฟไหม้ จึงรีบพากันวิ่งหนีออกมา พร้อมกับนักเที่ยวคนอื่นๆ และ การ์ดที่ดูแลร้าน หลายคนถูกไฟคลอก ทำให้เธอขวัญเสียมาก
ภายหลังมีการตรวจสอบพบว่าอาคารถูกดัดแปลงต่อเติมให้กลายเป็นอาคารปิดโดยผิดกฎหมาย และผังอาคารประกอบด้วยทางเข้าออกรวมเพียงสามทาง คือทางเข้าออกหน้าร้านของลูกค้า ทางข้างและทางหลังร้านสำหรับพนักงาน ประตูทั้งสองสำหรับพนักงานนั้นใช้งานไม่ได้ขณะเกิดเหตุ เพราะถูกใส่กุญแจและมีตู้กีดขวางไว้
อีกทั้งยังมีรายงานว่าสถานบันเทิงเคยถูกร้องเรียนกรณีเสียงดังและเปิดเกินเวลากำหนดตามกฎหมายมาก่อน เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ กรมการปกครอง ออกคำสั่งให้ว่าที่พันตรี ชาติชาย ศรีโพธิ์อ่อน นายอำเภอสัตหีบ พ้นจากตำแหน่งทันที โดยให้ช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง
โศกนาฎกรรม ครั้งนี้ เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมกันอย่างกว้างขวางถึงความหละหลวมในการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบันเทิง โดยมีการเทียบเคียงเหตุเพลิงไหม้ซานติก้าผับเมื่อ 13 ปีที่แล้วในเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 61 รายและบาดเจ็บมากกว่า 200 คน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาล และ หน่วยงานรัฐหามาตราการคุมเข้มเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก