แหล่งข่าว ที่เป็นอดีตผู้บังคับบัญชาของกองบังคับการตำรวจจราจร ตั้งข้อสังเกต วิจารณ์ กรณีที่เจ้าของรถเบนท์ลี่ย์ไม่เป่าแอลกอฮอล์ ว่า เป็นสิ่งที่ไม่ปกติ เพราะ ตามกฎหมาย หากตำรวจสั่งให้เป่าเพื่อวัดแอลกอฮอล์ในเลือด ต้องทำตาม หากไม่ทำ ตำรวจจะต้องสันนิษฐานไว้ว่า เมาแล้วขับทันที สามารถตั้งข้อหาได้ หรือกรณีที่มีการระบุว่า เจ้าของรถเบนท์ลีย์ เป่าไม่ไหวเพราะเจ็บหน้าอก อดีตผู้บังคับบัญชาคนนี้ ตั้งคำถามว่า เจ้าหน้าที่หน้างาน รู้ได้อย่างไร เพราะ เจ้าของรถเบนท์ลีย์ ยังไม่ได้เป่าแอลกอฮอล์เลย
พร้อมบอกด้วยว่า หากเจ็บหน้าอกมาก ถึงขนาดไม่มีแรงเป่าลม ทำไมตำรวจไม่เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล
พีพีทีวี ประสานไปที่ นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ นำเครื่องเป่าแอลกอฮอล์มาให้ทีมข่าว ทดลองเป่า ดูว่า หากจะเป่าให้ ค่าตัวเลขขึ้นต้องใช้แรงเป่าแค่ไหน
หลังจากทดลองเป่า คุณพงษ์ณิชกุล ผู้สื่อข่าวของเรา ถามคุณหมอแท้จริงว่า หากมีอาการเจ็บหน้าอก แบบไหนถึงขั้นเป่าวัดค่าแอลกอฮอล์ในเลือดไม่ได้ หรือไม่ควรเป่า
คุณหมอตอบว่า เท่าที่เคยเห็นว่า จะเป่าไม่ไหวก็ต่อเมื่อ “เจ็บหนัก พูดไม่ได้ เลือดกลบปาก หรือ สลบ” หากเป็นไปตามนี้จะต้อง ใช้วิธีตรวจค่าแอลกอฮอล์แบบอื่นแทน เช่น เจาะเลือดตรวจ แต่หากยังพูดคุยได้ปกติ เดินเหินได้ คุณหมอแท้จริง เชื่อว่า ยังสามารถเป่าได้
คุณหมอแท้จริงยังบอกอีกว่า เครื่องเป่ารุ่นเก่าๆ อาจจะต้องใช้แรงมาก แต่ปัจจุบัน แค่ลมออกปาก เหมือนเวลาเราพูดคุยกันปกติ ก็สามารถวัดค่าแอลกอฮอล์ได้แล้ว