Top-WorldKickoff Top-WorldKickoff

เปิดใจ "เฮียหมู" ยันถูกลูกชาย-สะใภ้ ทรมาน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ชายวัย 67 ปี ออกมาร้องเรียนอ้างว่าถูกลูกชาย-สะใภ้ กักขัง จับกรอกยานาน 2 ปี และยังจัดฉากให้เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ เพื่อโอนถ่ายทรัพย์สินกว่า 65 ล้านบาท

ชุดพิสูจน์หลักฐาน พร้อมกำลังตำรวจ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา เข้าตรวจค้นภายบ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจุดที่ “เฮียหมู” ระบุว่าเป็นบ้านพักที่เขาและภรรยา ถูกจับกักขัง ทันทีที่ตำรวจไปถึง ไม่พบเจ้าของบ้าน มีเพียงคนเฝ้า 4 คนอยู่ด้านในบ้าน 

 การสำรวจพบว่า บ้านหลังดังกล่าวมีลักษณะคล้ายอาคารโกดังชั้นเดียว ด้านหน้ามีประตูเหล็กปิด และมีรั้วอยู่บ้านข้าง บริเวณประตูมีกระดาษเขียนข้อความติดไว้ว่า “ไม่อนุญาตให้นักข่าว และบุคคลภายนอกเข้ามาบริเวณรั้วบ้าน” 

การสอบถามทราบว่าคนเฝ้าบ้านทั้ง 4 คน เมื่อช่วงเช้าวันนี้ได้รับการติดต่อจากเจ้าของบ้านให้ โดยจ่ายค่าจ้างคนละ 2000 บาท จึงไม่รู้รายละเอียดอะไรจากนั้นตำรวจจึงแสดงหมายค้นและเข้าตรวจสอบบริเวณด้านในบ้าน

สอดคล้องกับข้อมูลของ “เฮียหมู” ที่เปิดเผยเรื่องราวยิ่งกว่าละครให้ฟังว่า เหตุการณ์เริ่มขึ้นช่วงปลายปี 2563 “เฮียหมู” จับได้ว่า ลูกสะใภ้ขโมยเงินจึง มีได้ต่อว่าไป จึงอาจทำให้ลูกสะใภ้ไม่พอใจ

หลังจากวันนั้นมา “เฮียหมู” กับภรรยาก็เริ่มมีอาการแปลก ๆ คือ ลิ้นแข็ง ร่างกายอ่อนแรง โดยเฉพาะภรรยาที่ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ ก่อนทั้งสองคนจะถูกนำมากักขังไว้ที่บ้านของลูกสะใภ้

เฮียหมู เล่าว่าเขากับภรรยา ถูกขังเอาไว้ในห้องห้องขนาดประมาณ 4 คูณ 8 เมตร หน้าต่างและประตูถูกปิดด้วยสังกะสี ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน  ยังมีทีวีให้ดู แต่ช่วงหลังก็ยกทีวีออกไป นอกจากนี้บริเวณหน้าต่าง ยังทำเป็นลักษณะลูกกรงคล้ายห้องขัง มีช่องสำหรับส่งข้าว ส่งน้ำ 

ส่วนของใช้ในห้องดังกล่าวก็มีเพียงผ้า 1 ผืน และหมอน 1 ใบ ที่สำคัญในห้องนี้ไม่มีห้องน้ำ ทำให้ทั้งเฮียหมู และภรรยาลำบากอย่างมาก โดยเฉพาะการขับถ่าย ที่มีเพียงเก้าอี้สี่ขา แล้วขับถ่ายใส่ถุงดำ กองเอาไว้ในห้อง จะมีแม่บ้านเข้ามาเก็บถุงขับถ่ายเดือนละครั้ง ส่วนการอาบน้ำ ก็จะได้อาบ 3 เดือนครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น

“เฮียหมู” บอกว่าตอนที่ถูกกักขังเป็นช่วงปี 2563-2565 ลูกชายและลูกสะใภ้ รวมทั้งครอบครัวของลูกสะใภ้ จะส่งข้าว ส่งน้ำเข้ามาให้กินในห้อง ส่วนใหญ่ก็เป็นมาม่าและปลากระป๋อง 

นอกจากนี้ ตลอด 2 ปียังถูกบังคับให้กินยาบางอย่าง ลักษณะเป็นน้ำสีชมพู ใส่ในสลิ้ง 200 ซีซี หลังจากกินแล้วจะมีอาการสะลึมสะลือ อ่อนเพลีย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ บางครั้งหลับไป 2-3 วัน พอตื่นขึ้นมาก็พูดสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง  หลังๆ “เฮียหมู” และภรรยาไม่ยอมกินก็จะถูกทุบตี ทำร้าย  ซึ่งช่วงนี้เองที่เฮียหมู มีอาการผิดปกติ ลูกชายก็ไปยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก อ้างว่าพ่อแม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถ และเริ่มโอนถ่ายทรัพย์สินกว่า 65 ล้านบาท

เฮียหมูบอกว่า หลังจากทนทรมานมา 2 ปี สุดท้าย ลูกชายก็พา “เฮียหมู” หนีออกมาจากบ้านสะใภ้ ทำให้ร่างกายเริ่มดีขึ้น  มีสติ  เพราะไม่ถูกวางยา จึงตรวจสอบทรัพย์สินรวมถึงเงินในธนาคารพบว่าถูกโอนไปเกือบ 100 ล้านบาท จึงมีการแต่งตั้งทนายความ เพื่อที่จะฟ้องเอาผิดทั้งหมด

และที่สำคัญก็มารู้ภายหลังว่า ภรรยาเสียชีวิตแล้วด้วยการผูกคอ  แต่เฮียหมูตั้งข้องสังเกตว่าในห้องที่ถูกกักขังไม่มีอะไรเลยจะฆ่าตัวตายได้อย่างไร จึงต้องการดำเนินคดีเพื่อพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้

ด้าน พล.ต.ต.นเรวิช สุคนธวิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา บอกว่าขณะนี้ตำรวจตรวจค้นและเก็บรวบรวมหลักฐานตามคำบอกเล่าของผู้เสียหาย  แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้นับเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเป็นเหตุความรุนแรงในครอบครัว  เจ้าหน้าที่จะเน้นใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสต์พิสูจน์ข้อเท็จจริง

ขณะนี้ตำรวจเรียกสอบปากคำพยานแล้ว 10 ปาก ส่วนใหญ่เป็นพยานฝั่งของ “เฮียหมู” ส่วนตัวลูกชาย และลูกสะใภ้ พบว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่แล้ว มีทั้งที่อยู่ในไทยและต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อออกหมายเรียกมาสอบปากคำ พร้อมกันนี้จะเข้าตรวจค้นในจุดอื่นๆ อีก เพื่อหาหลักฐานอื่นเพิ่มเติม 

ส่วนหลักฐานการโอนเงินนั้น ตำรวจยืนยันว่าอยู่ในสำนวนการสอบสวนแล้ว ซึ่งเฮียหมูหลักฐานสลิปการโอนเงิน ผ่านแอปพลิเคชั่นทางมือถือหลายครั้ง ครั้งละ 5 แสนบาท เข้าไปยังบัญชีของลูกชาย ซึ่งทางตำรวจก็จะตรวจสอบเส้นทางการเงินบัญชีของลูกชายเฮียหมูอีกครั้งหนึ่ง ว่ามีการโอนยักย้ายถ่ายเท ออกไปไหนบ้าง

สำหรับประเด็นการเสียชีวิตของภรรยา ที่เฮียหมูติดใจสาเหตุว่าเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมหรือไม่ ตำรวจจะใช้นิติวิทยาศาสตร์และการแพทย์เข้าพิสูจน์ เพราะภรรยาเฮียหมูเสียชีวิตเมื่อปี 2563 พนักงานสอบสวนได้ทำสำนวนผลการชันสูตรพลิกศพไว้แล้ว โดยมีผลการตรวจพิสูจน์จากทางแพทย์ไว้โดยละเอียด ตำรวจจะแกะรอยจากผลดังกล่าว

และเท่าที่ตรวจสอบพบว่ามีสิ่งตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ตำรวจสงสัย ก็จะไปทำการตรวจพิสูจน์โดยนิติวิทยาศาสตร์ ส่วนสารตกค้างจะใช้ยาตามที่เฮียหมูให้การหรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้จะต้องให้แพทย์ยืนยัน แต่ทราบว่าเป็นสารที่เกี่ยวกับยารักษาโรคซึมเศร้า และคาเฟอีน พร้อมทั้งตำรวจจะนำตัว เฮียหมู ไปตรวจสารตกค้างในร่างกาย ที่สถาบันนิติเวช  โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำหลักฐานมาประกอบสำนวนคดีด้วย

คอนเทนต์แนะนำ
เปิดความหมาย "ดอกกุหลาบ" และ 40 ความหมายดอกไม้รับ "วันวาเลนไทน์"
สภาพอากาศวันนี้! ไทยเจอพายุฝนถล่ม เตือน 40 จว.รับมือลมแรง-ลูกเห็บตก

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ