นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พานางภัทร (นามสมมุติ) เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง เพื่อดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด หลังถูกลูกชายแท้ๆ สั่งการร่วมกับอาสาสมัครอุ้มตัวจากบ้านพักย่านลาดพร้าว ไปกักขังหน่วงเหนี่ยวและทำร้ายร่างกาย ณ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี นานกว่า 2 ปี
นางภัทร ยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาสาสมัครที่มาอุ้มตัว,"เจ๊แมว" เจ้าของศูนย์ฯ ที่มีพฤติกรรมข่มขู่ ตบตี และใช้ไม้พายทำร้ายร่างกาย
ตลอดจนลูกชายผู้สั่งการ โดยเล่าว่าในวันเกิดเหตุทั้งลูกชายและลูกสาวต่างก็อยู่ในเหตุการณ์แต่กลับไม่มีใครช่วย พร้อมเผยว่าระหว่างถูกกักขัง หากเจ้าหน้าที่ถ่ายรูปส่งให้ญาติจะบังคับให้ยิ้มทำทีมีความสุข หากไม่ทำตามจะถูกทุบตีอย่างหนัก แม้จะรู้สึกสงสารลูกชาย แต่ยืนยันต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เนื่องจากเป็นการกระทำที่อุกอาจและร้ายแรงเกินรับไหว
ด้านนายเอกภพ ระบุว่า เหตุผลที่พาผู้เสียหายมาแจ้งความที่ สน.วังทองหลาง เนื่องจากเป็นท้องที่เกิดเหตุในการถูกอุ้มตัว และผู้เสียหายไม่มั่นใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตั้งศูนย์ เพราะเจ้าหน้าที่ในศูนย์ฯ มีแฟนเป็นตำรวจ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนว่าจะรับทำคดีเอง หรือส่งต่อให้กองบังคับการปราบปราม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับพนักงานสอบสวนเพื่อพิจารณาแจ้งข้อหากับผู้เกี่ยวข้องเป็นรายบุคคลต่อไป
ภายหลังนางภัทร ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.วังทองหลางเสร็จ ได้พาตำรวจและผู้สื่อข่าวมาดูจุดที่มีการอุ้มขึ้นรถตู้ โดยได้มีการเล่าว่า เจ้าหน้าที่อาสาสมัครชาย 2 คนที่มาอุ้ม ได้เข้าไปในบ้านของตน คนหนึ่งล็อกแขนและปิดปาก อีกคนยกขา จากนั้นก็พากันอุ้มมาที่รถตู้ที่จอดอยู่หน้าซอย ขณะนั้นคนที่ยกขาได้วางตนเองลงหลังรถเพื่อไปเปิดประตูรถ และคนที่ปิดปากได้เอามือออก ตนใช้จังหวะนั้นในการตะโกนขอความช่วยเหลือจนเพื่อนบ้านที่อยู่ละแวกนั้นออกมาดู เมื่อเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเห็นว่ามีคนออกมาดูเลยรีบอุ้มตนขึ้นไปบนรถตู้ทันที
ทางด้าน พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผกก.สน.วังทองหลาง ระบุว่า ก่อนหน้านี้ทั้งผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความที่ สน. วังทองหลาง ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม ซึ่งในขณะนั้นได้มีการสอบปากคำไว้เบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว และในช่วงที่ผ่านมาทางผู้เสียหายได้ไปออกรายการดัง ซึ่งทางทีมสืบสวนสอบสวนของ สน. ก็ได้มีการติดตามรายการ และมีการถอดคำพูดไว้ทั้งหมดแล้ว เพื่อเก็บเป็นพยานหลักฐานที่จะใช้เป็นส่วนหนึ่งของสำนวน
ในส่วนของวันนี้ นางภัทร เดินทางมาเพื่อลงบันทึกประจำวัน และแจ้งความดำเนินคดีกับอาสากู้ภัยหรือชาย 2 คนที่มาอุ้ม ว่าได้มีการควบคุมตัวกักขังหน่วงเหนี่ยว แต่ด้วยเหตุการณ์เกิดตั้งแต่ปี 2567 อาจจะทำให้ไม่สามารถกู้ภาพจากกล้องวงจรปิดได้แล้ว แต่อาจจะมีคลิปหรือภาพจากผู้ที่เกี่ยวข้องที่ถ่ายเก็บไว้ ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ทราบผู้กระทำความผิดในข้อหาที่ทางผู้เสียหาย ได้แจ้งความและกล่าวหา
ในส่วนของข้อหาต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ข้อหาลักทรัพย์ เกี่ยวกับตู้เซฟที่มีทรัพย์สินหลายรายการมูลค่าประมาณ 9.4 ล้านบาท และข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว โดยมีการกล่าวหาลูกชาย อีกส่วนหนึ่งคือในวันนี้ทางผู้เสียหายได้เดินทางมาลงบันทึกประจำวัน และแจ้งความเพิ่มเติมอีก 2 ราย คือบุคคลที่มีการเข้ามาในบ้านและอุ้มขึ้นรถตู้ ซึ่งถ้าพบว่าผู้ใดเกี่ยวข้องกับการกระทำความคิด ที่ทางผู้เสียหายได้มีทางกล่าวหาก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งหมด