นายแพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยข้อมูลกับทีมข่าวว่า ปัญหาของบุคลากรแพทย์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและเรื้อรังมานานแล้ว
โดยเฉพาะแพทย์ที่เข้ามาทำงานใหม่ ช่วง 1-2 ปีแรก ต้องอยู่เวรติดต่อกันหลายวัน ต้องรับความกดดันทั้งจากการทำงานหนัก และแบกรับภาระดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่รู้จะไปปรึกษาใครได้ เมื่อความกดดันสะสมนานๆ ก็เกิดความเครียด สุดท้ายก็ตัดสินใจลาออก
คุณหมอบอกด้วยว่า ปัญหาลักษณะนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ หรือ โรงพยาบาลประจำจังหวัด เพราะจะมีระบบแพทย์พี่เลี้ยง คอยให้คำปรึกษา แนะนำแพทย์รุ่นน้อง แต่มักจะเกิดปัญหากับโรงพยาบาลขนาดกลาง และขนาดเล็ก ที่มีช่องว่างระหว่างแพทย์อาวุโส กับแพทย์ใหม่
และปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มีมีเฉพาะกับแพทย์เท่านั้น แต่เป็นปัญหาในทุกแผนก ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล เจ้าหน้าที่ห้องแลบ และเภสัชกร ที่จะเกี่ยวโยงกันหมด ถ้าแก้ปัญหาก็ต้องแก้ทั้งระบบ ที่ต้องใช้ระยะเวลา
อีกคนที่ออกมาให้ความเห็นเรื่องนี้ คือ อดีตนายแพทย์คนหนึ่ง ซึ่งบอกกับทีมข่าวว่า หมอเป็นอาชีพที่แบกรับภาระ และทำงานหนักมานานแล้ว ไม่ใช่เฉพาะในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี ก็ยังเหมือนเดิม แม้ปัจจุบันจะมีโรงพยาบาลในระดับตำบล ระดับอำเภอ ช่วยรองรับผู้ป่วยมากขึ้น แต่ก็ยังไม่พอให้บริการ
ที่สำคัญบุคลากรการแพทย์ที่ต้องยอมรับว่า มีเท่าไรก็ไม่พอ สมัยก่อนการเข้าถึงบริการเฉลี่ยผู้ป่วยนอกประมาณ 2 ครั้งต่อคนต่อปี แต่ปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 3-4 ครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หมอต้องรับภาระการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น
แต่ต้องยอมรับว่า การทำงานของแพทย์ในปัจจุบันมีแรงกดดันมากกว่า เพราะยุคนี้มีโซเชียลที่เข้าถึงได้รวดเร็ว ทำให้บางครั้งหมอถูกร้องเรียน ถูกตรวจสอบง่ายขึ้น ก็เป็นอีกแรกกดดันในการทำงาน
นอกจากนี้ ทีมข่าวได้ลองพูดคุยกับนักศึกษาแพทย์ปีสุดท้าย เกี่ยวกับประเด็นที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียล ทั้งเรื่องของภาระงาน และการลาออกหลังใช้ทุนหมดแล้ว ซึ่งทางนักศึกษาแพทย์ก็บอกว่า ส่วนตัวไม่ได้ตั้งใจว่าจะทำงานในโรงพยาบาลรัฐบาลอยู่แล้ว เมื่อเรียนจบก็จะจ่ายทุนคืน แล้วไปทำงานโรงพยาบาลเอกชน
โดย นักศึกษาแพทย์บอกว่า โรงพยาบาลรัฐ มีบุคลากรไม่เพียงพอ ขาดแคลนหมอ ทั้งที่ปริมาณประชาชนใช้บริการเพิ่มขึ้น ทำให้หมอจบใหญ่เลือกที่จะยอมจ่ายหนี้กองทุน และไปทำงานตามโรงพยาบาลเอกชนเพราะเหนื่อยน้อยกว่า แต่ได้รับผลตอบแทนมากกว่า.