ย้อนดู “ปัญหาเด็กเกิดน้อย” ฟังเสียงวงเสวนาสวัสดิการถ้วนหน้าทำได้หรือไม่

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ย้อนดู “ปัญหาเด็กเกิดน้อย” ทำไมต้องผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ ฟังเสียงวงเสวนา สวัสดิการถ้วนหน้า-เพิ่มวันลาจาก 90 วัน ทำ ได้หรือไม่

หลังจาก นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดถึงปัญหาเด็กเกิดน้อยต่อสภาฯ 

ทำให้เกิดข้อถกเถียงทางสังคมว่าที่จริงแล้ว “ปัญหาเด็กเกิดน้อย เป็นเรื่องของเขา เป็นเรื่องของเรา หรือเรื่องของใครกันแน่ และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่บิดเบี้ยวทางสังคมหรือไม่”

คำถามเหล่านี้ถูกยกมาพูดคุยในเวทีสนทนานโยบายสาธารณะ “เมื่อไทยเข้าสู่สังคมเด็กเกิดน้อย ปัญหาและทางออก” ในวันนี้ ณ หอประชุมศุทรีย์ แก้วเจริญ ชั้น 3 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“หมอสุภัทร” ยินดี “หมอชลน่าน” นั่งเก้าอี้ รมว.สาธารณสุขคนใหม่

ทีมข่าว นิวมีเดีย พีพีทีวี จึงได้รวบรวมใจความสำคัญของเวทีนี้มาไขข้อสงสัยให้กับทุกคนกัน

ทำไมต้องผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ

หากดูสถิติของประเทศ นายแพทย์ประทีป ธนกิจเจริญ  เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ บอกว่า จะเห็นปัญหาเด็กเกิดน้อย ยังคงลดลงมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขเรื่องนี้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาตั้งแต่แผนฯ ฉบับที่ 8 พ.ศ.2545 แล้วก็ตาม

จนในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยมีอัตราการตายมากกว่าเกิดเป็นครั้งแรก ถือเป็นจุดวิดฤติในสังคม เพราะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานสภาพแวดล้อมทางสังคม เศรษฐกิจ และด้านการศึกษา เป็นลูกโซ่ต่อกันไปอย่างเห็นได้ชัด

ปัญหาเด็กเกิดน้อย เป็นปัญหาที่ซับซ้อน มีหลายประเทศที่พยายามทำ แต่ทางสำเร็จดูไม่ใช่เรื่องง่าย การผลักดันในเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องร่วมมือกันในทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้อย่างดีที่สุด

ปัญหาที่เราพูดคุยกันในวันนี้ จึงไม่ใช่การเปลี่ยนค่านิยมให้มีลูกสะทีเดียว แต่เป็นการมองว่าถ้ามีลูกแล้ว จะทำให้ระบบอื่นๆ เอื้อต่อการมีลูกได้อย่างไร เพื่อให้ความพร้อมของพวกเขามีมากขึ้น

ปัญหาเด็กแรกเกิดมีอะไรมากกว่าที่คิด

ด้าน นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บอกอีกว่า ปัญหาเด็กแรกเกิดไม่ใช่แค่สัดส่วนประชากรของผู้สูงอายุจะมากขึ้นสวนทางกับอัตราการเกิดของเด็กเท่านั้น

ยังมีปัญหาเรื่องของคุณแม่วัยใส การตายของเด็กแรกเกิด และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรยังสูงด้วย นอกจากนี้ยังมีบางส่วนอีกที่เกิดมา ก็ยากจนสะแล้ว

แต่การมีประชากรน้อยใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียทั้งหมด สิ่งเหล่านี้อาจสร้างโอกาสที่จะนำงบประมาณที่เหลือจากสัดส่วนเด็กที่น้อยลงนำไปสนับสนุนส่วนอื่นที่พัฒนาให้ดีขึ้นได้

ฉะนั้นการพัฒนาประชากรให้เพิ่ม อาจต้องดูความพร้อมโดยรวมของทั้งประเทศด้วย 

ย้อนดูผลกระทบด้าน “แรงงาน-เศรษฐกิจ-สังคม-การศึกษา”

ทำไมปัญหาเด็กแรกเกิดถึงสร้างผลกระทบไปเป็นลูกโซ่ 

แน่นอนว่าเมื่อเด็กเกิดน้อยลง สัดส่วดแรงงานภายในประเทศย่อมลด ทำให้เราอาจต้องเผชิญกับภาวะรายได้ของประเทศที่ลดลง และภาระการคลังที่เพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกันเมื่อเด็กเกิดน้อย ในด้านภาคการศึกษา นักเรียนก็ลดลงเช่นเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้นในปัจจุบันยังมีเรื่องว่าเขาสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หรือปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำอีก ที่ทำให้เด็กในภาคการศึกษาน้อย

หากเปรียบว่า ในครอบครัวหนึ่ง มีลูก 2 คน เมื่อถึงวัยอันควรที่พ่อแม่จากไปและลูกต้องเข้ามาแทนที่ การมีลูก 2 คนถือว่าไม่ขาดทุน 

แต่ถ้าในครอบครัว ไม่มีลูกเลย  เมื่อไร้คนจะมาทดแทน ต่อให้หาแรงงานต่างชาติเข้ามา หรือสนับสนุนการให้ชาวต่างชาติมาคลอดบุตรที่นี่ แล้วให้สัญชาติไทย สุดท้ายเราก็อาจต้องเผชิญปัญหาเรื่องชาติพันธุ์อีก-นายแพทย์โอฬาริกมุสิทวงศ์ ผู้อำนวยการกองมารดาและทารก กระทรวงสาธารณสุข

ทางออกของ “ปัญหาเด็กแรกเกิด”

ถ้าเราแบ่งกลุ่มคนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

 1.) กลุ่มที่ไม่ต้องการมีลูก กลุ่มนี้อาจไม่ต้องทำอะไร เพราะไม่ต้องการมีลูก 

2.) กลุ่มอยากมีลูก แต่ป่วยเป็นภาวะมีบุตรยาก กลุ่มนี้อาจจะต้องทำแคมเปญเบิกจ่ายค่ารักษา ซึ่งตอนนี้อยู่ในกระทวนการหาค่าคุ้มค่าคุ้มทุนอยู่

3.) กลุ่มก้ำกึ่ง คิดว่าอยากมีลูกหรือไม่มีดี กลุ่มนี้ให้ช่วย “เรื่องเงิน เวลา และคน” เช่น อาจมีเงินอุดหนุนขอเยอะกว่านี้หน่อย เอาให้จูงใจสุด ๆ ไปเลย เพราะเงินอุดหนุนบุตร 600 บาท อาจไม่เพียงพอ 

ช่วยเรื่องเวลา คือ วันลา ให้ลาได้ 6 เดือน 1 ปี หรืออย่างที่ประเทศสวีเดนให้ลาได้ปีครึ่ง (ปัจจุบันให้ลาคลอดบุตรได้90 วัน) หรือให้เข้าครึ่งวัน ให้เงินครึ่งเดียว เพราะบางทีเขาไม่ได้ต้องการเงินแต่เขาต้องการมีคุณค่าในบทบาทหน้าที่การทำงาน เป็นต้น

อนาคตอาจมีเทคโนโลยีช่วยกลุ่ม LGBTQIAN+ มีลูกได้

ส่วนเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ สำหรับกลุ่ม LGBTQIAN+ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ไปดูงานมาแล้ว พบว่าลักษณะครอบครัวมี 27 รูปแบบ ตอนนี้ตัวเทคโนโลยีไม่มีปัญหา เพราะแพทย์สามารถทำได้หมด แต่ติดเรื่องของกฎหมาย ซึ่งตอนนี้ต้องจับตามองต่อไปว่ารัฐบาลชุดใหม่จะขับเคลื่อนอย่างไรต่อไป แต่ที่ผ่านมาก็มีสัญญาณที่ดีอย่างทางกระทรวงพัฒนาสังคมและมนุษย์ก็พยายามปรับตัวกฎหมายสมรสเท่าเทียมให้เราได้เห็น

“เงินอุดหนุนบุตร” จะจ่ายแบบถ้วนหน้าได้หรือไม่

ส่วนการ “การจ่ายเงินอุดหนุนบุตร” จะเป็นการจ่ายแบบถ้วนหน้าได้หรือไม่ เพราะตอนนี้ยังเป็นการจ่ายให้เพียงครอบครัวที่มีรายได้น้อยเท่านั้น

เรื่องนี้ นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ตอบว่า ทางเราเองก็อยากทำให้เป็นรัฐสวัสดิการ เพียงแต่ตอนนี้ยังต้องมีการปรึกษา ศึกษากันอย่างถี่ถ้วน เพราะรายรับและรายจ่ายของประเทศยังไม่ได้ไปด้วยกัน

“พัฒนาเด็กให้มีคุณภาพ” คือโจทย์หลักในตอนนี้

ด้าน ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ ประธานกรรมการการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 17-18 พ.ศ. 2567-2568 มองว่าทางออกที่ดีที่สุดตอนนี้คือการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน

วิจัยเพื่อค้นหาทางออกที่ดีที่สุด อย่างที่มีข้อสงสัยว่าทำไมที่สิงคโปร์ส่งเสริมเรื่องการเพิ่มเด็กแรกเกิดแต่ไม่สำเร็จ หรือบางประเทศแทบไม่ต้องใช้เงิน แต่สามารถเพิ่มสัดส่วนประชากรได้ ตรงนี้ต้องค้นหาคำตอบ ด้วยการวิจัยที่ครอบคลุมทุกความซับซ้อนทางสังคม

แต่ปัจจัยสำคัญที่อยากให้มุ่งเน้นตอนนี้คือการพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพ มีผลวิจัยหลายประเทศที่เขามีประชากรน้อยกว่าเราแต่เขาก็ยังสามารถขับเคลื่อนประเทศไปได้ดี

ดังนั้นแม้ปริมาณจะน้อย แต่มีประชากรที่มีคุณภาพ อย่างไรก็เพียงพอให้เรายังสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ภาพจาก : Freepik

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ