นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านประชากรที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งปัญหาเกิดน้อยและด้อยคุณภาพ โดยในปี 2567 เป็นปีแรกในรอบ 75 ปีที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 500,000 คน และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เด็กในช่วงปฐมวัยยังพบปัญหาพัฒนาการล่าช้ามากกว่าร้อยละ 20 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่เด็กวัยเรียนและวัยรุ่นยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงที่หลากหลาย
ทั้งการใช้หน้าจอมากเกินไป ยาเสพติด ความรุนแรง ตลอดจนปัญหาด้านการเรียนรู้และสุขภาพจิต
ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนเด็กที่มีศักยภาพสูง เห็นได้จากผลสำรวจระดับสติปัญญาเด็กไทย ที่มีเด็ก IQ มากกว่า 110 ในสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยสากล แต่ก็พบเด็กที่ IQ น้อยกว่า 90 ในสัดส่วนที่สูงเช่นเดียวกัน สะท้อนความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจและสังคม และจะเพิ่มช่องว่างนี้ข้ามรุ่น หากไม่ช่วยครอบครัวพัฒนาและยกระดับคุณภาพของเด็ก โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงบริการด้านสุขภาพ พัฒนาการ และการเรียนรู้ได้ยาก ขณะที่เด็กในเขตเมืองแม้อยู่ใกล้สถานศึกษาและบริการ แต่ยังอาจเผชิญข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ ครอบครัว สุขภาพ การเรียนรู้ และสุขภาพจิต การแก้ไขวิกฤตประชากรจึงต้องมองครอบคลุมนอกเหนือจากเรื่องจำนวนเด็กเกิดใหม่ไปสู่การสร้างคุณภาพเด็กตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะช่วง 6 ปีแรก
ซึ่งเป็นช่วงสำคัญต่อพัฒนาการ สติปัญญา สุขภาพ และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต การสร้างความเป็นธรรมจึงไม่ได้ หมายถึงการจัดสรรทรัพยากรให้เด็กทุกคนเท่ากัน แต่ต้องจัดสรรทรัพยากรลงทุนด้านโภชนาการ สุขภาพ พัฒนาการ การเรียนรู้ และสุขภาพจิต ตลอดจนสร้างโอกาสให้เด็กทุกคน ตามระดับความจำเป็น โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ส่งต่อโอกาสให้เด็กทุกคนอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม
นายแพทย์กิตติศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การยกระดับคุณภาพเด็กไทยไม่ใช่ภารกิจของครอบครัวหรือสถานศึกษาเพียงลำพัง แต่ควรขยายความร่วมมือในชุมชน ขยายรั้วโรงเรียน ให้เป็นรั้วของชุมชน เพื่อให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาคการศึกษา สาธารณสุขครอบครัว ชุมชน ภาคประชาสังคม รวมถึงตัวเด็กและเยาวชนเอง เข้ามาร่วมออกแบบการพัฒนา เด็กพันธุ์ใหม่ เด็กไทยคุณภาพ ที่อยู่รอดและอยู่ร่วมกับสังคมได้ เป็นกำลังสำคัญ เป็นประชากรคุณภาพ ของประเทศไทยต่อไป