31 พ.ค. 67 ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เผยว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งขับเคลื่อนมาตรการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา
หลังการประชุม ได้มีมติรับทราบ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อ โดย กสศ. กำลังทำงานร่วมกับ 11 หน่วยงาน เช่น กระทรวงคึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
โดย กสศ. จะมีการประชุมนัดแรกร่วมกับทั้ง 11 หน่วยงานในวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน 2567 นี้
ดร.ไกรยส ระบุว่า จากการทำงานด้านข้อมูลร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ระหว่าง กสศ. กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ตัวเลขนักเรียนในระบบการศึกษาที่เข้าเรียนในระดับอนุบาลถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน (อ.1 - ม.6) ในทุกสังกัด มีอยู่ประมาณ 11 ล้านคน
และจากข้อมูลของ EDC Education Data Center สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักทะเบียนราษฎร์กระทรวงมหาดไทย พบเด็กและเยาวชนที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา (เด็กนอกระบบ) ในปี 2566 ประมาณ 1.02 ล้านคน
โดยเด็กในกลุ่มนี้ ประกอบด้วยเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้เข้าเรียนชั้นอนุบาลหรือชั้นประถมศึกษา เด็กที่เข้าเรียนล่าช้า เด็กที่เคยเข้าเรียนแล้วแต่ออกกลางคันทั้งก่อน และหลังสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ รวมทั้งเด็กที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาด้วย
ดร.ไกรยส กล่าวว่า ตัวเลขจำนวนเด็กตกหล่น ปี 2566 สะสมประมาณ 1.02 ล้านคน แม้จะดูสูงจนน่าตกใจ แต่เมื่อพิจารณาตัวเลขเด็กนอกระบบในรายจังหวัด เทียบกับจำนวนประชากรวัยเรียนในพื้นที่แล้ว จะพบว่าเกือบทุกจังหวัดมีอัตราส่วนเด็กนอกระบบการศึกษาเป็นตัวเลขหลักเดียว หรือราว 1-3% ของประชากรในวัยเดียวกัน มีเพียงพื้นที่ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดตาก ที่มีเด็กนอกระบบสูงถึง 6-13% ของฐานประชากรวัย 3-18 ปี
ส่วนมาตรการแก้ไข ดร.ไกรยส ชี้ว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 67 ถือเป็นกุญแจดอกแรกในการขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ ทั้ง 4 มาตรการ ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout ได้แก่
- มาตรการค้นหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ผ่านการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- มาตรการติดตาม ช่วยเหลือ ส่งต่อ และดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ
- มาตรการจัดการศึกษาและเรียนรู้แบบยืดหยุ่นมีคุณภาพ และเหมาะสมกับศักยภาพของเด็กและเยาวชนแต่ละราย
- มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมจัดการศึกษาหรือเรียนรู้ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานคณะกรรมการติดตามเยาวชนนอกระบบการศึกษา ซึ่งจะทำให้ทุกจังหวัดมีกลไกทำงานให้ทุกต้นเทอม ทุกโรงเรียน ทุกจังหวัด จะมีระบบการติดตามผู้เรียน และฟื้นฟูเด็กเตรียมความพร้อมการเข้าเรียนใหม่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
ดร.ไกรยส เสริมว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา และกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดของประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกพื้นที่ ครอบครัวหลายแสนครัวเรือนมีโอกาสสูงที่จะยังติดอยู่ในกับดักความยากจน เนื่องจากลูกหลานของครอบครัวเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถสำเร็จการศึกษาที่สูงกว่ารุ่นพ่อแม่ต่อไปอีก 1 ชั่วคน
และด้วยความท้าทายที่ประเทศไทยก้าวเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งมีอัตราการเกิดใหม่ลดลงต่ำกว่าปีละ 500,000 คนแล้ว ส่งผลให้ประเทศไทยอาจติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางต่อไปอีกหลายปี
ด้วยเหตุนี้ หากประเทศไทยสามารถยุติปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จนทำให้จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากลายเป็นศูนย์ได้ภายในทศวรรษข้างหน้านี้ จะส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนเกือบร้อยละ 1.7 ของ GDP จากรายงานการประเมินขององค์การยูเนสโก ผ่านการเพิ่มขึ้นของรายได้ตลอดชีวิตของเด็กและเยาวชนที่มีการศึกษาสูงขึ้น
ที่มา : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
ชวนสร้างมีม "ป้ายกรุงเทพ" จากเว็บ "BKK Sticker" ออกแบบได้ด้วยตัวเอง!