วันที่ 31 พ.ค. 2567 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษ์ถึงการดำเนินการหลังรับตัว “เสี่ยแป้ง นาโหนด” นักโทษหลบหนีที่ถูกจับกุมที่ประเทศอินโดนีเซียนั้น ว่า เมื่อมาถึงประเทศไทยตำรวจก็จะรับตัวไปสอบสวนและจะนำตัวไปฝากขัง ซึ่งตามหลักการก็จะเป็นพนักงานสอบสวนในพื้นที่ จ.พัทลุง และ จ.นครศรีธรรมราช เว้นแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ตำรวจก็อาจจะโอนมาส่วนกลาง หรืออาจมีการใช้อำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ขณะที่กรมราชทัณฑ์ก็คงจะต้องดูว่าจะใช้สถานที่ใดเป็นที่คุมขัง
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะไม่มีการหลบหนีออกไปรอบสองใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า อดีตเป็นบทเรียน เราจะไม่ให้บทเรียนซ้ำสอง ส่วนการควบคุมส่งตัวนั้นเบื้องต้นทางอินโดนีเซียจะควาบคุมตัวมาส่งที่ประเทศไทย แล้วทางตำรวจไทย ทั้งตำรวจสอบสวนกลาง และหน่วยงานราชทัณฑ์ไปรับตัว โดยจะต้องควบคุมไม่ให้เขาหลบหนี โดยควบคุมตัวตามกฎหมายราชทัณฑ์ ส่วนทางอินโดนีเซียไม่ได้มีการดำเนินคดีกับเสี่ยแป้ง
ส่วนเรื่องการลงโทษหลังจากนี้จะต้องมีการเพิ่มโทษหลังมีการหลบหนีหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า โทษตามกฎหมาย ก็มีการหลบหนีที่คุมขัง และมีโทษใหม่เรื่องพยายามฆ่า และเรื่องอาวุธปืนที่พัทลุง 3 คดี และคดีเก่าโทษพยายามฆ่าก็ถึงที่สุดคือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งคงไม่มีการบวกโทษเพิ่ม เพราะแต่ละโทษก็มีความผิดอยู่แล้ว
ส่วนกรณีที่เสี่ยแป้งเคยพาดพิงหลายบุคคลรวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐนั้น พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เสี่ยงแป้งยังมีสิทธิหากเขาเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ในกรณีที่มีบุคคลร่วมกระทำผิดแต่ไม่ถูกดำเนินคดี ลักษณะอย่างนี้เราก็ต้องดำเนินการกับผู้กระทำผิดรายอื่นด้วย รวมทั้งให้ความเป็นธรรมกับคนที่เสี่ยแป้งพูดถึงด้วย เพราะมีเพียงคำพูดเสี่ยแป้งอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน
ด้านนายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงการควบคุมตัวเสี่ยแป้งหลังนำตัวกลับมาประเทศไทยนั้นว่า เรื่องสถานที่ควบคุมตัวอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่คงจะไม่คุมขังไว้ในสถานที่คุมขังเดิม เพราะต้องคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งตอนนี้เรามีเรือนจำความมั่นคงสูงอยู่ 5 แห่งทั่วประเทศ อาจจะต้องพิจารณาเรือนจำใดเรือนจำหนึ่ง ซึ่งก็มีโอกาสที่จะควบคุมตัวในกรุงเทพ
เมื่อถามว่ามีแนวโน้มแยกขังเดี่ยวหรือไม่ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า โดยปกติแล้วนักโทษหลบหนีนอกจากจะดำเนินคดีอาญาแล้ว ยังมีระเบียบวินัยในเรือนจำ ซึ่งอาจจะต้องลดประโยชน์บางอย่าง จำกัดอิสระภาพมากขึ้น เช่น การเยี่ยมของญาติพี่น้องอาจจะต้องถูกจำกัดลง แต่ก็ไม่สามารถตัดโอกาสการต่อสู้คดีได้ และเรื่องการแยกควบคุมเฉพาะ ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมาย และมีหลักการว่านักโทษปลอดภัยและนักโทษไม่ก่อเหตุด้วย
ส่วนความกังวลเรื่องการหนีอีกครั้งนั้น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า เนื่องจากการหลบหนีตอนแรกเป็นการหลบหนีจากโรงพยาบาล แต่หากมาอยู่เรือนจำที่มีความมั่นคงสูง และเป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์เราจะระมัดเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นการอยู่เรือนจำ 100% จะไม่สามารถหลบหนีได้
ส่วนเรื่องการหลบหนีระหว่างขึ้นศาลนั้น เราอาจจะใช้ระบบวีดิโอคอนเฟอร์เร้นท์เข้าช่วย หรือหากต้องนำตัวไปที่ศาลมาตรการควบคุมต้องเข้มงวดรัดกุมปละมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ส่วนกรณีเกิดการเจ็บป่วยหากไม่ได้ร้ายแรง ในเรือนจำก็มีสถานพยาบาลอยู่แล้ว และปัจจุบันมีการทำงานกับโรงพยาบาลเครือข่ายซึ่งแพทย์สามารถเข้ามาตรวจรักษาในเรือนจำได้
ชวนสร้างมีม "ป้ายกรุงเทพ" จากเว็บ "BKK Sticker" ออกแบบได้ด้วยตัวเอง!