ปริญญา ชี้ "บิ๊กต่าย-บิ๊กต่อ" ส่อสั่งย้าย “บิ๊กโจ๊ก” โดยมิชอบ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ชะตากรรมของ “บิ๊กโจ๊ก” ในอนาคตอันใกล้ ต้องจับตาการประชุมของ ก.ตร. ว่าจะมีผลการพิจารณาอย่างไรหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้อนุกรรมการวินัย ของ ก.ตร. มีมติออกมาแล้วว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย

พีพีทีวี ได้รับรายงานจากแหล่งข่าว ว่าในการประชุม ก.ตร. ชุดใหญ่วันพรุ่งนี้ 26 มิ.ย. จะมีการนำมติของอนุกรรมการวินัย ของ ก.ตร. ที่มีมติว่าคำสั่งที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ หรือ “บิ๊กต่าย” เซ็นให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก“ ออกจากราชการไว้ก่อนชอบด้วยกฎหมาย เข้าพิจารณาในที่ประชุมด้วย

ซึ่งภายหลังการประชุมน่าจะมีความชัดเจนว่า ก.ตร.ชุดใหญ่จะพิจารณาอย่างไร อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าว ย้ำว่า มติของอนุฯ ก.ตร. เป็นเพียงความเห็นเท่านั้น

บิ๊กโจ๊ก รายการเข้มข่าวค่ำ
ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

 หน่วยงานที่มีอำนาจเต็มในการพิจารณาเรื่องนี้ คือ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ หรือ ก.พ.ค.ตร. ที่ ”บิ๊กโจ๊ก“ เคยยื่นอุทธรณ์ไว้และยังอยู่ในระหว่างกระบวนการ

แหล่งข่าว ยังเปิดเผยอีกว่า ในวงประชุมของอนุกรรมการวินัย ของ ก.ตร. เสียงเกือบทั้งหมด เห็นพ้องกันว่า คำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว มีเพียง 1 คนเท่านั้นที่งดออกเสียง สาเหตุเพราะส่วนใหญ่มองว่า “บิ๊กต่าย” ใช้อำนาจเซ็นคำสั่งตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 131 ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องยก มาตรา 120 วรรค 4 มาพิจารณาประกอบกัน เพราะเป็นคนละส่วน โดยในการเซ็นคำสั่งของ “บิ๊กต่าย” ก็มีเหตุในการเซ็นคำสั่ง และก็เป็นผู้ที่มีอำนาจในการเซ็นคำสั่งตามมาตรา 131

สำหรับ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ที่ถูกใช้เป็นข้อต่อสู้ว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มาตรา 131 ระบุว่า “ข้าราชการตำรวจที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้ง กรรมการสอบสวน หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา... เว้นแต่เป็นความผิด ที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ... ผู้บังคับบัญชา... มีอำนาจสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัยได้” มาตรานี้คือมาตราที่ “บิ๊กต่าย” ใช้เป็นเหตุผลในการเซ็นคำสั่งเด้ง “บิ๊กโจ๊ก”

ขณะที่ “บิ๊กโจ๊ก” ก่อนหน้านี้หยิบยกอีกมาตราหนึ่งมาต่อสู้ คือ มาตรา 120 วรรค 4 ที่ระบุว่า “ในระหว่างการสอบสวน จะนำเหตุแห่งการถูกสอบสวนมาเป็นข้ออ้างในการดำเนินการใด ให้กระทบต่อสิทธิของผู้ถูกสอบสวนไม่ได้ เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งพักราชการ หรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบสวน”

จากข้อกฎหมายที่ต่อสู้กันอยู่ 2 มาตรา พีพีทีวี นำไปสอบถามนักกฎหมาย คือ ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มองว่า คำสั่งให้ “บิ๊กโจ๊ก” ออกจากราชการไว้ก่อน ต้องนำมาตรา 120  เข้ามาพิจารณาประกอบด้วย เนื่องจากมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน  จึงเข้าข่ายมาตรา 120 คือการจะสั่งพักราชการ หรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ต้องเป็นไปตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบสวน ไม่สามารถดูเฉพาะมาตรา 131 ได้

ผศ.ปริญญา ตั้งข้อสังเกตอีกว่า แม้จะออกคำสั่งตามมาตรา 131 การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ก็ไม่เป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา เพราะทำให้เสียสิทธิ์ต่างๆ และขัดกับรัฐธรรมนูญที่ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด ต้องถือว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำตัดสิน ส่วนตัวจึงมองว่าการสั่งให้พักราชการก็เพียงพอแล้ว และต้องเป็นไปตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบสวน

เมื่อถามว่าแสดงว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใช่หรือไม่ ผศ.ปริญญา แย้งว่า ต้องใช้คำว่า คำสั่งนี้ “ยังไม่มีผลทางกฎหมาย” ด้วยซ้ำ เพราะตามกฎหมายการจะสั่งให้รอง ผบ.ตร.ออกจากราชการไว้ก่อน จะต้องทูลเกล้าฯ และมีคำสั่งโปรดเกล้าฯ ลงมาให้พ้นจากตำแหน่ง แต่กรณีนี้นายกฯ ยังไม่ได้เสนอขึ้นทูลเกล้าฯ ก็เหมือนกับเป็นเอกสารที่เสนอมาแต่ยังไม่ได้เซ็น ยังไม่มีผลอะไร ทำให้สถานะของ “บิ๊กโจ๊ก” ต้องถือว่าเป็นรอง ผบ.ตร.อยู่ และมีสิทธิ์เข้าประชุม ก.ตร.

เมื่อคำสั่งเด้งยังไม่มีผลทางกฎหมาย “บิ๊กต่าย” ที่เป็นคนเซ็นคำสั่ง จะถือว่าเข้าข่ายความผิดตามที่ “บิ๊กโจ๊ก” กล่าวหาหรือไม่ ประเด็นนี้ ผศ.ปริญญา มองว่า การใช้อำนาจโดยมิชอบ เจ้าตัวจะต้องรู้ว่ามิชอบ ซึ่ง “บิ๊กต่าย” อาจจะบอกได้ว่ามีการปรึกษานิติกรและนักกฎหมายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว และอาจจะทำโดยสุจริตใจ แต่ในเมื่อที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลบอกแล้วว่าต้องทำตามมาตรา 120 แต่ยังไม่ทำ ก็ต้องมีเหตุผลมาหักล้าง

ส่วนกรณี “บิ๊กต่อ” หากไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ถือว่าเข้าข่ายปฎิบัติหน้าที่มิชอบหรือไม่ ผศ.ปริญญา มองว่า หากรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองทำไม่ถูกต้อง หรือมีคนเข้ามาทักท้วงแล้วและยังไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลง ก็เข้าข่ายการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่

เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี หากมีคนทักท้วงแล้วว่านายกฯ ควรสั่ง ผบ.ตร. แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งเด้ง แต่นายกฯ นิ่งเฉย ก็อาจมีส่วนเข้าข่ายความผิดด้วยเช่นกัน

ผศ.ปริญญา ทิ้งท้ายว่า ต้องรอดูการประชุม ก.ตร. วันพรุ่งนี้ ว่านายกฯ หรือ ผบ.ตร.จะมีคำสั่งอย่างไรหรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในที่ประชุม ก.ตร. และเป็นผู้บังคับบัญชาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากรู้ทั้งรู้ว่าผิดขั้นตอน แต่ไม่มีการดำเนินการ ก็อาจเป็นช่องให้ “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้องร้องได้ และทั้งคู่ก็อาจจะต้องรับผิดร่วมกัน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ