วันที่ 4 ก.ค. 2567 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนางวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงความคืบหน้าการตรวจสอบเรื่องการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายสำหรับศูนย์กีฬาของกรุงเทพมหานคร
โดยนายชัชชาติ ย้ำว่า “การตรวจสอบเรื่องทุจริต ทุกคนอยากให้เร็ว แต่สุดท้ายต้องรอบคอบ วันนี้ได้เน้นย้ำหัวหน้าหน่วยงานทั้งหมดว่าความโปร่งใสเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เราจะไม่อดทนต่อการทุจริต อย่าเกรงใจ อย่าให้ใครมาบังคับให้ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หากมีใครแอบอ้างหรือบังคับให้แจ้งได้ทันที”
ทั้งนี้สำหนับความคืบหน้าการตรวจสอบ หลังจากศูนย์ปฏิบัติการติดตามการต่อต้านทุจริตของกรุงเทพมหานคร (ศตท.กทม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2567 นั้น ผู้ว่าฯ กทม. ได้สั่งการในทันทีให้ชะลอการส่งมอบเครื่องออกกำลังกายที่อยู่ระหว่างการจัดซื้อและยังไม่ได้ส่งมอบ และให้คณะกรรมการเร่งรัดตรวจสอบโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายทั้ง 7 โครงการ รวมทั้งโครงการอื่น ๆ หากมีรายการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายเกี่ยวข้องด้วย
จากนั้นผู้อำนวยการ ศตท.กทม. รายงานผลการตรวจสอบเบื้องต้นต่อปลัด กทม. และสำนักงาน ป.ป.ช. ถึงเหตุอันน่าเชื่อว่าจะมีมูลการกระทำความผิด ซึ่งในกระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน ขณะเดียวกัน ปลัด กทม. ได้สั่งการให้สำนักงานตรวจสอบภายใน (สตน.) สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร ตรวจสอบราคากลางเทียบกับราคาท้องตลาดของเครื่องออกกำลังกาย ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีราคาที่สูงกว่าท้องตลาดมาก อีกส่วนหนึ่งคือเครื่องออกกำลังกายมีสเป็กสูงเกินความจำเป็น
ทั้งนี้หลังทราบรายงานผลเบื้องต้น ผู้ว่าฯ กทม. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทันที โดยผลการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงมีความเป็นไปได้ 3 ทาง คือ ทางแรก กรณีพบว่ามีมูลทุจริต จะแต่งตั้งคณะกรรมการวินัยร้ายแรง และให้เวลาพิจารณาดำเนินการทางวินัยภายใน 120 วัน ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้ระยะเวลาเนื่องจากต้องมีความละเอียดและรอบคอบ เป็นไปตามกฎ ก.ก. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2565 ทางที่สอง กรณีมีมูลผิดวินัยไม่ร้ายแรง จะแต่งตั้งคณะกรรมการวินัยไม่ร้ายแรง และทางที่สาม กรณีพิจารณาไม่มีมูล จะเสนอผู้บังคับบัญชาให้ยุติเรื่องดังกล่าว
อย่างไรก็ตามสำหรับศูนย์ปฏิบัติการติดตามการต่อต้านทุจริตของกรุงเทพมหานคร (ศตท.กทม.) มีผลการดำเนินงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ดังนี้ มีคำสั่งไล่ออก/ปลดออกข้าราชการ จำนวน 29 ราย แบ่งเป็นกรณีเข้าข่ายทุจริตและประพฤติมิชอบ 12 ราย ได้แก่ ทุจริตเรียกรับสินบน 6 ราย ทุจริตไม่นำส่งเงิน 3 ราย และทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง 3 ราย ส่วนอีก 17 ราย เป็นกรณีผิดวินัยอย่างร้ายแรงอื่น เช่น ขาดงานเกิด 15 วัน ละเมิดทางเพศผู้เรียน ลอกเลียนผลงาน ยาเสพติด ปลอมเอกสาร หลอกลวงนำเงินไปลงทุน
ปัจจุบันมีเรื่องทุจริตที่อยู่ระหว่างการสอบสวนทางวินัย 6 เรื่อง แบ่งเป็น กรณีเรียกสินบน 5 เรื่อง และการจัดซื้อจัดจ้าง 1 เรื่อง ซึ่งเคสสำคัญ เช่น เคสเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ เรียกรับสินบนจากโรงแรมในพื้นที่ กทม. อยู่ระหว่างสอบสวนทางวินัย และดำเนินคดีอาญา เคสเจ้าหน้าที่ ฝ่ายโยธา เรียกรับสินบนเพื่อออกใบอนุญาตก่อสร้าง อยู่ระหว่างพิจารณาความผิดและกำหนดโทษ และดำเนินคดีอาญา ส่วนเคสเจ้าหน้าที่สำนักการโยธา เรียกรับสินบนเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินโครงการก่อสร้าง อยู่ระหว่างสอบสวนทางวินัย และดำเนินคดีอาญา
สรุป 8 ทีมสุดท้าย ยูโร 2024 โปรแกรมรอบก่อนรองฯ เวลาแข่งขัน EURO 2024