วันที่ 5 ก.ค.2567 พ.ต.ท.กฤษณพงค์ พูตระกูล รองอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ม.รังสิต เปิดเผยถึงกรณีที่ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร.ยื่นต่อ ป.ป.ช. เอาผิด ม.157 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เสนอชื่อพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็น ผบ.ตร. ว่า ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ตำรวจ ฉบับปัจจุบันกำหนดว่าการพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติท่านต่อไป พิจารณาถึงเรื่องของอาวุโส ความรู้ความสามารถประกอบกัน ด้านการสืบสวนสอบสวน การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม
กฎหมายโดยปกติจะไม่เขียนละเอียดชัดเจนว่า ต้องคิดเป็นคะแนนสัดส่วนเท่าใด เพียงแต่ต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องออกแบบ กำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมาในการเรียกผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งตามกฎหมาย ให้นายกฯ เสนอชื่อเข้า ก.ตร. คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ประเด็นอยู่ที่ท่านเสนอชื่อ ถามว่ามีหลักเกณฑ์ใด หลักเกณฑ์การใช้ดุลยพินิจของแต่ละคน ถ้าไม่ชัดเจนเรื่องหลักเกณฑ์ จะทำให้การใช้ดุลยพินิจไม่ชัดเจน
แน่นอนว่า ณ ขณะนั้นเรารับทราบตรงกันว่า ผบ.ตร. ท่านปัจจุบันอาวุโสลำดับสุดท้าย ซึ่งหมายความว่า นายกฯ ต้องมีคำอธิบาย ปัจจุบันตนยังไม่เคยได้ยินจากปากนายกฯเลยว่ามีหลักเกณฑ์ใดที่สอดรับกับกฎหมายฉบับดังกล่าว เหตุผลเพราะตนเป็นนักวิชาการ สนใจงานด้านปฏิรูปตำรวจ และทำมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเป็นอนุฯ ก.ตร. , อนุฯ ก.ต.ช. แล้วได้สอนหนังสือด้วย สอนนักเรียนนายร้อยตำรวจ สอนตำรวจ สอนข้าราชการตำรวจจะได้ยึดเป็นบรรทัดฐาน เพราะตรงนี้ไม่ชัดเจนแล้วตนจะไปสอนหนังสือ บรรทัดฐานก็ไม่ชัดเจน
ส่วนประเด็นที่กล่าวว่าจะมีการไปร้องไป ป.ป.ช. ตรงนี้เป็นเรื่องของการพิสูจน์ หมายความว่า นายกฯ มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่าใช้หลักเกณฑ์ใดในการหยิบชื่อผู้ที่เป็นอาวุโส
เมื่อถามต่อว่า ขั้นตอนแรกต้องหยิบชื่อขึ้นมาพิจารณาก่อน และต้องชัดเจนตั้งแต่ระดับการหยิบชื่อใครขึ้นมาแล้วใช่หรือไม่ พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าวว่า บางครั้งมักจะได้ยินนายกฯให้ก.ตร. พิจารณา แต่กฎหมายเขียนว่าเป็นอำนาจนายกฯ ในการเสนอชื่อ นั่นหมายความว่า จุดเริ่มต้น คือ นายกฯ หยิบเสนอชื่อ แล้วถึงจะนำเข้า ก.ตร. ให้พิจารณาร่วมกัน
เมื่อถามต่อว่า นายกฯ เสนอชื่อเพียงคนเดียวใช่หรือไม่ พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าวว่า ใช่ อย่างที่ทราบตามข่าวว่าเป็นเช่นนั้น ต่อข้อถามว่า อาจจะมีคนไม่เห็นด้วย แต่ส่วนใหญ่รับรอง พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าวว่า ก็ต้องมารับฟังคณะกรรมการ ก.ตร. แต่ละท่าน ท่านมีเหตุผลใดว่าถึงยินยอมที่จะสนับสนุนรายชื่อตามที่นายกฯ เสนอมา จนกระทั่งเป็นข่าวไปว่ามีดีลลับ เพราะแน่นอนสังคมตั้งคำถามไม่ได้ จะมีดีลลับหรือไม่ลับ เราก็ไม่ทราบ
เมื่อถามต่อว่า เหตุผลที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กลับไปฟ้องนายกฯคดีนี้ นายกฯให้เหตุผลว่าตอบสนองนโยบายรัฐบาลได้ดี เหตุผลแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขหรือไม่ ถ้าเป็นไปตามหลักการหรือว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยกประเด็นนี้เข้ามาร้อง น้ำหนักที่ไปถึง ป.ป.ช. จะอยู่ในระดับใด พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าวว่า ที่พิจารณารับทราบตรงกันว่า ที่ผ่านมาพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นหนึ่งในแคนดิเดตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอาวุโสลำดับสูงกว่า ผบ.ตร.คนปัจจุบัน แน่นอนพล.ต.อ.สุรฌชษฐ์ เป็นหนึ่งในผู้ที่เสียสิทธิ สามารถดำเนินการได้ ส่วนกรณีที่ถามว่าเหตุใดไม่ดำเนินการตอนนั้น มาดำเนินการตอนนี้ แล้วแต่ช่วงเวลา แต่ละท่าน
และส่วนที่กล่าวว่าดำเนินการแล้ว ยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. แล้ว จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป เป็นเรื่องที่ตนว่าน่าติดตาม เพราะตรงนี้ต้องมีการชี้แจง แล้วต่อไปต้องมีการเรียกผลการพิจารณา รายงานการประชุมต่างๆ มาประกอบการไต่สวนและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย
เมื่อถามว่า ต้องมีความชัดเจนว่า ที่ไม่หยิบเบอร์หนึ่ง แต่หยิบเบอร์สุดท้ายมา มีผลงานใดโดดเด่น พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ ที่ผ่านมาเราพูดกันเรื่องปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งการปฏิรูปประเทศ เหตุผลสำคัญหนึ่งที่ผ่านมา ทุกครั้งในการรัฐประหาร คือ เรื่องของหลักคุณธรรม หมายความว่าถ้าใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ มองข้ามหลักคุณธรรม ทุกสังคมมีปัญหา ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ
หากตามข้อกล่าวอ้างที่มีการพูดกันว่า มีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชัดเจน แล้วมองข้ามละเลยเรื่องหลักคุณธรรม แสดงว่าที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าอยากจะเปลี่ยนโน้นเปลี่ยนนี่ สัญญาประชาคมพูดกับประชาชนไว้อย่างไร สุดท้ายเหตุใดผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ ประเด็นอยู่ตรงนี้หรือไม่
ส่วนกฎหมายเปิดให้ไม่ต้องใช้อาวุโสก็ได้ใช่หรือไม่ อาวุโสบวกกับความรู้ความสามารถ กฎหมายระบุเช่นนี้ควบคู่กันไป เหมือนให้อำนาจกับนายกฯ ในระดับไม่น้อย พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าวว่า กฎหมายแปลกอยู่อย่างว่า ใช้หลักอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน แต่กฎหมาย ก็ไม่ได้เขียนว่าคนที่จะได้ถึงอาวุโสตอนนี้มีที่มาอย่างไร แต่เมื่อวันหนึ่งเป็นรอง ผบ.ตร. และกลายเป็นผู้อาวุโส ก็มาดูว่าใครก่อนหลังเท่านั้น ในเมื่อกฎหมายเขียนไว้เช่นนี้ เวลาดูอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน คราวนี้ต้องแบ่งสัดส่วน เช่น อาวุโสจะคิดเป็นสัดส่วนเท่าใด ความรู้ความสามารถคิดเป็นเท่าใด
แต่ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนกระทั่งปัจจุบันยังไม่ได้รับการแก้ไขคือ คะแนนประเมินประจำตัว ตั้งแต่จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ หรือจบโรงเรียนนายสิบตำรวจ บรรจุทำงานครั้งแรก ต้องมีคะแนนประเมินประจำตัว เช่น เมื่อ 20-30 ปีที่แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตำรวจนายนี้มีคะแนนประจำตัวประเมินอย่างไรบ้าง ถ้าเรามีคะแนนประจำตัวติดตัวเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเข้ามาเป็นแคนดิเดตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเราก็จะบอกได้ว่าตำรวจนายนี้เก่งด้านสืบสวนสอบสวน ด้านป้องกันการปราบปราม เพราะคะแนนย้อนกลับไป20 ปีที่ผ่านมา ตำรวจนายนี้ได้เกรด A มาตลอดในด้านการสืบสวน แต่เมื่อตรงนี้ไม่มี ไม่เคยออกแบบ และปัจจุบันไม่แน่ใจว่าจะมีการออกแบบหรือไม่ ทำให้การใช้ดุลยพินิจมีปัญหา
เมื่อถามต่อว่า หากให้คะแนนกันกันในวันนี้ วันที่จะต้องเลือกใครสักคนมาให้คะแนน สิ่งนี้ก็จะไม่สะท้อนเนื้องานที่ผ่านมาใช่หรือไม่ พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าวว่า ใช่ ประกอบกับนายกฯก็มาจากนักธุรกิจ ซึ่ง 30 ปีที่ผ่านมา อาจจะไม่ค่อยรับรู้เรื่องตำรวจก็ได้ว่าตำรวจวุ่นวายกันอย่างไร เพราะนายกฯทำธุรกิจ ต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมาอยู่ในตำแหน่งต้องพิจารณา คำถาม คือ แล้วนายกฯจะดูจากอะไร เพราะต้องใช้ดุลยพินิจในการหยิบเสนอชื่อคน คนๆหนึ่ง ถ้าเราอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องๆ หนึ่ง
แต่วันหนึ่งเราต้องมาตัดสินใจเรื่องหนึ่ง แน่นอนการตัดสินใจมีผลแตกต่างกันกับคนที่สนใจมาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นถ้าเกาะติดสถานการณ์จะรู้ข้อมูลนั้นเป็นอย่างดี แต่พอดีการตัดสินใจของนายกฯกระทบ เพราะคนเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำงานในระบบรวมศูนย์อำนาจ ดูแลทุกข์สุขของประชาชนทั้งประเทศ สำคัญตรงนี้
เมื่อถามต่อว่า ประเมินน้ำหนักอย่างไรว่า นายกฯ มีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าวว่าต้องขึ้นอยู่กับว่า คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาเป็นใครด้วย หากคนทำงานคณะกรรมการที่พิจารณาแบบตรงไปตรงมา ต้องยอมรับว่านายกฯก็มีความเสี่ยงในการที่ต้องอธิบายประเด็นเหล่านี้
เมื่อถามว่า แนวทางที่จะออกมา ออกมาได้กี่แนวทาง พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าวว่าแนวทางแรก อาจมองว่ามีการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ในการพิจารณาอย่างรอบคอบสอดคล้องตามกฎหมาย สองคือมีการพิจารณาหลักเกณฑ์ที่ไม่ชัดเจน และไม่ได้มีการกำหนดไว้โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะฉะนั้นผู้ใช้ดุลยพินิจในการคัดเลือกอาจจจะขาดเจตนาก็ได้ พูดง่ายๆคือ ยังไม่มีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ เพราะฉะนั้นเวลาเขียนกว้างๆว่าอาวุโส และความรู้ความสามารถประกอบกัน ในการพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงทำให้ผู้ใช้ดุลยพินิจอาจจะขาดเจตนา เพราะหลักเกณฑ์ไม่ชัดเจน
หรือ สามหลักฐานในการให้คะแนน สมมติว่า วันนั้นมีการถกเถียง มีคนแย้งไว้ ก็มีการเรียกรายงานการประชุม ณ วันนั้นมาว่ามีแย้งไว้ในประเด็นนี้ แล้วประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้อกฎหมาย เช่น แย้งไว้ว่าถ้ามีการแต่งตั้งเช่นนี้อาจจะมีความเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายได้ เพราะว่ามีการข้ามอาวุโสไป แล้วปัจจุบันความรู้ความสามารถที่กล่าวว่า ด้านสืบสวนสอบสวน ป้องกันปราบปรามยังไม่ชัดเจน ฉะนั้นคะแนนตรงนี้ก็ยังไม่ชัดเจน ตรงนี้ก็เริ่มหมิ่นเหม่แล้วเรื่องการใช้ดุลยพินิจ
เมื่อถามว่า ต้องพิสูจน์ลึกถึงขั้นว่านายกฯ มีเจตนาทุจริตหรือไม่สุจริตหรือไม่ พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าวว่า ประเด็นแรกต้องดูว่าผู้ร้อง ยื่นคำร้องตามความผิดฐานใด เช่น ผิดตามม. 157 หรือไม่ ทำหน้าที่โดยมิชอบ หรือ มีเจตนาที่ไม่สุจริตในการให้ความสนใจ นี่เป็นเรื่องยากที่ต้องพิสูจน์ ถ้าเป็นไปตามนี้จริง ฉะนั้นสิ่งที่คุยมาทั้งหมด จะเป็นเครื่องบ่งบอกได้ว่าตกลงที่นายกฯ ตัดสินใจ อยู่บนพื้นฐานอะไร และมีเจตนาโดยสุจริตหรือไม่
เมื่อถามว่า ควรจะมีการเก็บคะแนนมาตั้งแต่แรกเพื่อที่จะนำมายืนยันในการคัดเลือกใช่หรือไม่ พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าวว่า ใช่ เช่น วันนี้ข้าราชการจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ บรรจุยศ ร.ต.ต.ทำงานเป็นพนักงานสอบสวน หลักๆทำหน้าที่สอบสวน คนรับแจ้งความต่างๆ ก็คิดหลักเกณฑ์มา กี่ด้าน ด้านการทำสำนวนกี่คะแนน ด้านการให้บริการประชาชนกี่คะแนน ด้านความรวดเร็วในการทำสำนวน ด้านการถูกร้องเรียนเป็นอย่างไร ตรงนี้สามารถออกแบบได้และคะแนนตรงนี้จะติดตัวเขา วันหนึ่งเมื่อย้ายไปเป็นรองสารวัตรสืบสวน ก็จะประเมินต่อ คดีที่รับแจ้งเรื่องของหาย คดีลักทรัพย์ชิงทรัพย์ จับได้กี่คดี ความรวดเร็ว ในการทำคดีสืบสวนคดี เป็นคะแนนเท่าใด ไม่ใช่แจ้งวันนี้ จับได้อีกที 2 ปี ก็ต้องดูความยากง่ายคดีด้วย แต่ละทุกคดีเป็นแบบนี้ แสดงว่ามีปัญหาแล้ว เมื่อคะแนนเหล่านี้ ติดประจำตัว วันหนึ่งผ่านไป 5 ปี 10 ปี
แต่ขณะนี้ต้องเป็นระบบที่แก้ไขไม่ได้ด้วย จะแก้ไขต้องมีคะแนนและอาจจะต้องมีหน่วยงานอื่นดึงเข้ามา เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ด้วย ใครเข้าไปแก้คนนั้นก็จะโดนหน่วยงานภายนอกมาตรวจสอบเช่นกันคะแนนจะติดตัวไปจนกระทั่งวันหนึ่ง สมมติแคนดิเดตเป็นผู้บัญชาการภาค หรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคะแนนเหล่านี้จะถูกมองย้อนกลับไป 20-30 ปีที่ผ่านมา ก็จะทำให้ระบบตั๋วที่พูดกัน คนฝากก็เบาใจเพราะไม่หนักใจ แต่ปัจจุบันระบบแบบนี้ไม่มี
เมื่อถามว่า แล้วใครต้องเป็นคนให้คะแนน หัวหน้าหน่วย หรือต้องบุคคลภายนอกพ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าวว่า ออกแบบได้ ผู้บังคับบัญชาส่วนหนึ่งให้คะแนน และก็ผู้รับบริการคือประชาชนส่วนหนึ่ง เช่น คนไปแจ้งความคนของหาย คนติดต่อตำรวจ คนประสานงานสื่อสารพูดคุยกับตำรวจ คนในพื้นที่ คนในชุมชน ในการรวมศูนย์อำนาจ ถ้าบัญญัติเกณฑ์ตรงนี้ก็จะทำให้การใช้ดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาเรื่องการแต่งตั้ง โยกและย้ายมีความชัดเจนยิ่งขึ้น