จากกรณีสถานการณ์การแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งจัดเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ หรือสัตว์น้ำต่างถิ่น ที่ทำลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง โดยล่าสุดมีรายงานการแพร่ระบาดแล้วใน 16 จังหวัด
โดยที่ผ่านมาผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมประมง และบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ต่างก็ได้ออกมาชี้แจง แต่ก็ยังมีความสับสนในบางประเด็น ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายยังให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกันนั้น
ล่าสุด นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ เปิดโต๊ะข่าว ทางช่อง PPTV HD 36 ว่า กรมประมงแถลงว่าตรวจสอบทั้งหมดแล้ว ทั้งสมุดสีน้ำเงินซึ่งเป็นสมุดคุมรายการส่งวัสดุชีวภาพนั้นปรากฏว่าไม่มี ส่วนการตรวจสอบจากฐานข้อมูล DNA ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นอีกชุดหนึ่งก็ไม่มีเช่นเดียวกัน ซึ่งบริษัทเอกชน จะต้องยืนยันว่าตอนที่นำตัวอย่างไปส่ง 50 ตัว มีหนังสือเซ็นรับหรือไม่ ซึ่งงานระดับนี้ต้องมีหนังสือเซ็นรับอย่างชัดเจน ถ้าไม่สามารถชี้แจงเรื่องนี้ได้ แสดงว่าสิ่งที่บริษัทแห่งหนึ่งพูดนั้นถือเป็นการพูดลอยๆ หรือเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
ทั้งนี้ถ้าดูหลักฐานประกอบกัน 3-4 เรื่องใหญ่ ล้อกันกับหลักฐานอีกชุดที่เป็นงานวิจัยของกรมประมง คิดว่าจะทราบเองว่ามาจากไหน เรื่องที่หนึ่ง คือ งานวิจัยที่ทำนั้นชัดเจนจากกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ว่าละเมิดเงื่อนไขความปลอดภัยทางชีวภาพ นั่นคือไม่ได้รายงาน ไม่ได้ส่งตัวอย่างต่อกรมประมง
เรื่องที่สอง คือ รายงานการระบาดซึ่งมีอยู่ในเอกสารของกรมประมง โดย กสม. มีการสอบสวนเรื่องนี้เมื่อปี 2560 และออกรายงาน ซึ่งชัดเจนว่าคลองที่มีการระบาดครั้งแรกประมาณ 4-5 คลอง 3 คลองนั้นชื่อ คลองดอนจั่น คลองหลวง และคลองบางยาว หรืออีกชื่อที่เรียกว่า คลองสมบูรณ์ เป็นคลองที่อยู่รอบฟาร์มของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งหลักฐานชัดเจนอยู่ในรายงานวิชาการหลายชิ้น แม้กระทั่งรายงานของกรมประมงที่ออกมาประมาณปี 2561-2562 มีระบุเรื่องนี้ไว้ชัดเจน
เรื่องที่สาม คือ งานวิจัยของกรมประมง หลังจากระบาดแล้ว กรมประมงได้ทำงานวิจัยเมื่อปี 2565 ปรากฏไปสำรวจว่าปลาที่ระบาดอยู่ในจังหวัดต่างๆ หลายที่ ตอนนี้ได้ขยายออกไปแล้ว ปรากฏว่างานวิจัยดังกล่าวชี้สามเรื่องสำคัญ ได้แก่ ปลาที่ระบาดในพื้นที่ต่างๆ มีลักษณะพันธุกรรมใกล้เคียงกัน, ระบุชัดเจนว่าปลาที่มีการระบาดนั้นน่าจะมาจากแหล่งเดียวกัน และระบุชัดเจนมากกว่านี้อีกว่าปลาที่เราเห็นนั้น มาจากการนำเข้าครั้งเดียว ไม่ได้มาจากการนำเข้าหลายครั้ง โดยดูจากพันธุศาสตร์ว่า หากนำเข้ามาหลายครั้ง ลักษณะทางพันธุกรรม และ DNA จะแตกต่างอย่างชัดเจนว่านำมาจากแหล่งอื่น สามารถดูได้จากรายงานทางวิชาการ มีการเผยแพร่ และมีการนำเสนออย่างเป็นวิชาการ
และเรื่องที่สี่ คือ ตามคำยืนยันของกรมประมงเอง โดยอธิบดีกรมประมง เมื่อย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2548 มีเพียงบริษัทเดียวที่นำเข้าปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นสายพันธุ์รุกราน มาแค่ครั้งเดียว และบริษัทเดียวเท่านั้นที่นำเข้ามา ซึ่งตนได้ค้นเอกสารของ IBC ถึงคณะกรรมการด้านความหลากหลายและความปลอดภัยทางชีวภาพของกรมประมง พบชัดเจนว่าจำนวนการอนุมัติทั้งหมด 400 ครั้ง มีเพียงบริษัทเดียวเท่านั้นที่นำเข้าเข้ามาตอนปี 2553 ตรงนี้ชัดเจนมาก
ฉะนั้นขอเรียกร้องว่า เรื่องการตรวจ DNA เพื่อยืนยัน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเล็กไปแล้ว ข้อมูลดังกล่าวนั้นชัดเจนและบ่งชี้ว่าอย่างไร สิ่งที่ควรทำมากที่สุด คือในเมื่อบริษัทเอกชนไม่สามารถเสนอหลักฐานได้ว่ามีการทำลายจริง ตนถามว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นบ้างที่ฟาร์มยี่สารเมื่อปี 2553-2560 อย่าหลงประเด็น ให้ดูว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นที่นั่น ตนคิดว่าคนวงในทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้นที่ฟาร์มยี่สาร
“จริงๆเรามีหลักฐานบางส่วน แต่ผมคิดว่าน่าจะเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สอบสวนเรื่องนี้ก่อน ช่วงประมาณ 7 ปีที่กล่าวถึงนั้น กรมประมงเคยไปตรวจสอบที่นั่้นหรือไม่ ตรวจสอบแล้วเจอสิ่งใดบ้างหรือไม่ และตรวจสอบที่ใด เป็นต้น ที่สำคัญคนที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้มีเป็นร้อยคน เฉพาะคนงานที่มาจาก จ.ร้อยเอ็ด และ จ.ยโสธร มีจำนวนมากที่นั่น มีเจ้าหน้าที่จำนวน มากที่นั่นที่อยู่ระหว่างปี 2553-2560 ทราบดีว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นที่นั่น”
เมื่อถามต่อว่า บริษัทแห่งหนึ่ง ได้อธิบายว่า สาเหตุที่มีการปรากฏข้อมูลว่ามีการนำเข้าบริษัทเดียว เพราะเป็นบริษัทใหญ่ ทำอย่างไรต้องถูกต้อง แต่มีบริษัทอื่นลักลอบนำเข้าหรือไม่ นายวิฑูรย์ กล่าวว่า หลักฐานการระบาดทั้งหมด ให้ชัดเจนว่าปลาหมอคางดำมีชื่อวิทยาศาสตร์จำเพาะ การส่งออกปลาหมอสีไปต่างประเทศ ที่มีการนำข้อมูลมาแจกจ่ายผ่านสื่อมวลชนต่างๆ ซึ่งตนทราบด้วยว่าใครเป็นคนแจกจ่าย กรมประมงทราบดีว่าเป็นสปีชีส์ใด ปลาเอเลี่ยนสปีชีส์แน่นอนมีการนำเข้ามา แต่ว่าปลาเอเลียนสปีชีส์ที่เป็น Invasive Species (ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน) ชื่อจำเพาะมีชื่อเดียว ฉะนั้นปลาที่บอกว่าเป็นปลาหมอสี เป็นสปีชีส์เดียวกันหรือไม่กับที่มีการระบาด และที่บอกว่ามีการส่งออกนั้นส่งออกปีใด ปีก่อนหน้าที่มีการระบาดหรือหลังจากการระบาด ขณะที่ในประวัติศาสตร์การระบาด การร้องเรียนของชาวบ้านที่ก่อให้เกิดปัญหาแบบนี้ เกิดขึ้นก่อนหน้านี้หรือไม่ หรือเกิดขึ้นหลังปี 2553 ที่เป็นประเด็น
เมื่อถามต่อว่า เมื่อหลักฐานชัดเจนแล้ว BIOTHAI ขอให้ไปดูรายงานของกรมประมง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตอนนี้จะมีผู้คนถามว่าแล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบ ถ้ามีหลักฐานโยงกับทางบริษัทใหญ่จริง ต้องให้รับผิดชอบหรือไม่ นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรีบอกว่า เรื่องนี้ต้องสืบสวนสอบสวน สอง ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า จะตั้งกรรมการขึ้นสอบสวนเรื่องนี้ ส่วนอธิบดีประกาศแล้วว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ แต่อาจไม่ใช่หาคนผิด ซึ่งตรงนี้ตนไม่ว่ากัน ว่าการเมืองจะทำได้มากน้อยเพียงใด แต่ว่าขอให้คณะกรรมการชุดนั้นทำงานอย่างตรงไปตรงมา BIOTHAI และประชาชนที่ทราบข้อมูลยินดีที่จะไปให้ข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น
เมื่อถามต่อว่าคิดว่าการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำที่กำลังระบาดหนักอยู่นั้น ควรแก้วิธีใดจึงจะถูกต้องและตรงจุด นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ขณะนี้มี 4-5 ข้อเสนอ หากดูเป็นไปได้มากสุดคือการช่วยกันระดมจับเพื่อใช้ประโยชน์ อาจเป็นทางออกที่ดีกว่าวิธีอื่น ไม่รับประกันว่าจะสำเร็จ แต่อาจลดทอนเบาบางไปได้ ทางเลือกอื่นเป็นไปได้ยากมาก ส่วนเรื่องการปล่อยปลากะพง และปลาชะโด ปลาหมอคางดำกระจายอยู่ในทุกระบบนิเวศ ปลานักล่าไม่สามารถอยู่ได้ขนาดนั้น จนกระทั่งถึงแหล่งที่เป็นน้ำเสียและออกซิเจนต่ำ เป็นต้น ซึ่งทนกว่าปลาชนิดอื่น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ตัดไปได้ และพี่น้องที่แพรกหนามแดง และยี่สาร พูดนานแล้วว่าทำมาแล้วตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งไม่ได้ผล
ส่วนเรื่องการปล่อยปลาโครโมโซมคู่ 4n ตอนนี้ยังไม่มีบทเรียนความสำเร็จในเรื่องนี้ และการที่จะทำเรื่องนี้ต้องระวังด้วยเหมือนกัน เพราะการปล่อยปลาที่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมต้องดำเนินการด้วยหลักความปลอดภัยทางชีวภาพ รวมทั้งการแถลงเมื่อวานนี้ว่าจะ Gene Editing หรือ ตัดแต่งยีน ซึ่งตรงนี้ใกล้กับ GMO ถ้าทำต้องมีหลักความปลอดภัยทางชีวภาพ ตนถามว่าขณะเป็นปลาที่เห็นเป็นตัวมองไม่ได้มองเห็นถึงพันธุกรรม ยังจัดการไม่ได้ เละเทะขนาดนี้ ถ้าทำเรื่องนั้นต้องทำอย่างรอบคอบมากกว่านี้ ตนเตือนไว้ก่อนว่าอาจจะมีปัญหาด้วยเหมือนกัน แต่ต้องทำให้ปลอดภัยจริงๆ
แจ๊ส ชวนชื่น บุกรวบ สารวัตรแจ๊ะ ถึงสืบนครบาล ตั้งข้อหาหนักจนเป็นไวรัล