จากกรณีมีผู้เสียหายออกมาแฉข้อมูลว่าได้รับความเสียหาย จากร่วมธุรกิจขายตรงกับบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเหล่าดารา-อินฟลูเอนเซอร์เป็นพรีเซนเตอร์จำนวนมากจนโด่งดังแต่สุดท้ายกลับพบว่าเป็นการขายฝัน จนเป็นหนี้สิน แม้แต่คนดังก็ยังโดนหลอก
ล่าสุด ผศ.ดร.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ อาจารย์สาขาวิชาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ หลักสูตรนิเทศศาสตร์การตลาดมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถอดรหัสโมเดลการระดมทุนของบรรดาบริษัทลักษณะนี้ ว่าจริงๆแล้ว ปัจจุบันไม่ใช่มีเพียงแค่ที่กำลังเป็นดรามา อยู่ในขณะนี้
โดยจะมีโมเดลลักษณะเดียวกัน คือ
- ทำให้บริษัทดัง ดารายังมาเป็น “บอส”
- ยิงโฆษณาถี่ๆ ชวนเข้าคอร์สการตลาด
- โค้ชให้ความรู้ คู่ขายฝัน จนทั้งชีวิตมารวยที่นี่
- ชวนเปิดบิล หาลูกข่ายต่อ ของกองอยู่บ้าน
- ลูกข่ายคนใหม่ วนกลับไปที่ข้อ 1 อีกครั้ง
- คนรวยคือเจ้าของ
รวมข้อมูลพร้อมพิกัดบูธ “สัปดาห์งานหนังสือแห่งชาติ 2567” ครั้งที่ 29
โดย ผศ.ดร.บุปผา ระบุว่า เทียบให้เห็นชัดๆ จากโมเดลของแชร์ลูกโซ่ หรือธุรกิจขายตรง ซึ่งแชร์ลูกโซ่ผิดกฎหมายชัดเจน คนรวยคือคนที่อยู่ด้านบนสุดซึ่งเป็นส่วนน้อย แต่บางคนก็ยังไปหลงเชื่อเพราะคิดว่าตัวเองจะลุกทัน หรือคิดว่าตัวเองอยู่ด้านบน
ส่วนขายตรงถ้าไม่ใช่ธุรกิจที่มีสินค้าที่ขายได้จริงๆ หรือไม่ได้เน้นที่ตัวสินค้า จะไม่มีทางในการทำเงินได้อย่างที่ถูกขายฝัน ดูง่ายๆ คือเรารู้จักตัวสินค้าของเขา หรือรู้จักพรีเซนเตอร์ รู้จักความสำเร็จของบรรดาบอส มากกว่ากัน ซึ่งประเภทนี้คนรวยก็คือคนที่อยู่ด้านบนอยู่ดี
อีกประเด็นที่น่าสนใจของธุรกิจเหล่านี้คือการเล่นกับความโลภ และจิตวิทยา อย่างภาพที่เราเห็น “ความหรูหราฟู่ฟ่า” การมีรถหรู เที่ยวต่างประเทศ จนที่ไหนมารวยที่นี่ บางคนอาจจะมองว่ามันดูเว่อร์ หรือดูเข้าข่ายจะหลอกลวงเกินไป แต่บางคนกลายเป็นว่าคือเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เขาเชื่อ “ดารานักแสดง คนดัง” กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดทั้งตัวของคนที่เป็นแฟนคลับหรือคนที่ต้องการหาหลักยึดสุดท้ายตกหลุมพรางว่าขนาดดารายังทำ ยังเป็นบอส จะน่าเชื่อถือได้ยังไง
ขณะที่ “คอร์สความรู้” นอกจากจะเป็นสะพานที่ทำให้รวมคนเข้ามาอยู่ด้วยกัน เพื่อการเป็นตัวแทนหรือเปิดบิล การที่ทำทีเหมือนให้ความรู้ ทำให้คนที่เขาไม่รู้คิดว่าตัวเองรู้แล้ว ขายฝัน สร้างบรรยากาศ ก็เป็นอีกวิธีการที่น่าสนใจว่าอาจทำให้คนหลงเชื่อได้จากจุดนี้ด้วย
และอีกประเด็นน่าสนใจจากข่าวนี้ที่อยากจะชวนให้สังเกตคือผู้เสียหายส่วนหนึ่งเป็นบุคคลวัยเกษียณ และเป็นส่วนมากที่เอามาร้องเรียนด้วย ทั้งนี้ทำไมต้องชวน “วัยเกษียณ” ซึ่งถ้าลองย้อนกลับไปดูข่าวจะพบว่าพวกเขากลายเป้าหมาย กลุ่มระดมทุน ลงทุน คอลเซ็นเตอร์ เพราะ
- เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย
- มีเงินเก็บ
- อยากให้เงินงอกเงย passive income
- ไม่เท่าทัน มีอีโก้สูง (อันนี้เป็นแค่บางคน และเป็นได้ทุกวัย)