แน่นอนว่า เหตุการณ์เรือเมียนมาที่ระดมยิงและควบคุมเรือประมงไทยในจังหวัดระนอง ส่งผลให้มีคนไทยบาดเจ็บและเสียชีวิต เป็นเหตุการณ์ที่คนไทยทั้งประเทศกำลังจับตา ซึ่งขณะนี้ทางการไทยกำลังเร่งเจรจาเพื่อนำตัวคนไทยกลับประเทศ และในท้ายที่สุดแล้วก็เกิดคำถามที่ว่า การกระทบกระทั่งกันครั้งนี้ เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ หรือเรือเมียนมามีสิทธิ์ระดมยิงใส่เรือไทยหรือไม่
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ร่วมพูดคุยกับ PPTV ในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk วิเคราะห์เกี่ยวกับกรณีนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
“สามารถ” โดนอีกคดี ตร.จ่อแจ้งข้อหากรรโชกทรัพย์ พบเส้นเงินรีดทรัพย์ผู้ประกอบการ 5 แสน
เปิดมาตรการ หากพบเรือรุกล้ำน่านน้ำ แนะต้องดู 2 ประเด็น
พล.ท.ภราดร กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องดู 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ เรือไทยล้ำน่านน้ำเมียนมาหรือเปล่า ประเด็นที่สองถ้าเกิดล้ำขึ้นมา ฝั่งเมียนมาปฏิบัติการเกินกว่าเหตุหรือไม่ ซึ่งถ้าฟังจากฝ่ายเราดูแล้วสุ่มเสี่ยง ล่อแหลม น่าจะชัดว่าเราล้ำเข้าไปในน่านน้ำเมียนมา ปัญหาคือ เกาะพยามซึ่งเป็นของไทย อยู่ห่างจากเกาะย่านเชือกของเมียนมาแค่ 18.5 ไมล์ทะเล
ทีนี้ตามกฎหมายทางทะเลต้องวัดห่างจากฝั่ง 12 ไมล์ทะเล เมื่อมีแค่ 18.5 ไมล์ทะเล กฎหมายจึงระบุว่าต้องวัดกันคนละครึ่งทาง คือ 9.25 ไมล์ทะเล แปลว่าถ้าใครล้ำเกิน 9.25 ไมล์ทะเล ถือว่ารุกล้ำน่านน้ำชาตินั้น ๆ เพราะฉะนั้นตามข้อมูลที่ระบุมาว่าเราออกห่าง 12 ไมล์ทะเล แปลว่าเราก็น่าจะล้ำ
พล.ท.ภราดร กล่าวต่อว่า พอเราล้ำแล้ว คำถามต่อไปคือ เมื่อมีการยิงขึ้นมาจึงเกิดคำถามขึ้น ตามกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 51 มีระบุว่า ให้สิทธิ์ยิงใส่เรือประมงจนเกิดการบาดเจ็บเสียชีวิตของลูกเรือ ถือว่าเป็นการประทำเกินกว่าเหตุ เพราะเคยมีคำพิพากษาของศาลอาญาระหว่างประเทศตัดสินออกมาแล้วในอดีต
หรือหากเป็นเรือต้องสงสัยก็มีการระบุว่า ต้องมีการแจ้งเตือน ใช้เสียงหรือสัญญาณแจ้งเตือนต่าง ๆ หรือสามารถใช้กองเรือไปบังคับวิถีเรือเขาได้ แต่ในขณะเดียวกันจะต่อสู้ใช้อาวุธไม่ได้ ยกเว้นว่าเรือต้องสงสัยดันมีอาวุธและยิง แต่ปัญหาคือการยิงของเรือเมียนมานี้ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการยิงเพื่อส่งสัญญาณหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าสุ่มเสี่ยงเป็นการยิงเพื่อหวังผล
กรณีที่มีการควบคุมคนไทย 4 คน และเมียนมา 27 คน เป็นตัวประกัน พล.ท.ภราดร มองว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าฝ่ายเมียนมามีความเข้มข้นขึ้น ในมุมมองของการฝ่ายทหารจะตั้งไว้ 2 สมมติฐาน คือ ช่วงก่อนหน้านี้มีกรณีเรือประมงรุกล้ำน่านน้ำบ่อย เพราะพื้นที่ทางไทยไม่ค่อยมีปลา ความอุดมสมบูรณ์น้อยกว่าฝั่งเมียนมา ฉะนั้นเรือประมงไทยมักจะเลียบเส้นแบ่งเขตไปเป็นปกติ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วทางคณะกรรมการองค์กรท้องถิ่นทั้งสองฝั่งก็สื่อสารกัน แก้ปัญหากันไปได้
ต้องดูตำแหน่งเรือไทยให้ชัดเจน เสนอรัฐเจรจาปัญหาน่านน้ำรอยต่อจุดอื่นให้เคลียร์
พล.ร.อ.จุมพล กล่าวว่า ด้วยขั้นตอนการปฏิบัติสากล เริ่มต้นขึ้นเมื่อคาดว่าหรือพบว่ามีเรือต้องสงสัยเข้ามาในพื้นที่ของเรา หนึ่งคือต้องแสดงสัญญาณต่าง ๆ ให้เขารู้ว่าเราจะเข้าไปตรวจเยี่ยมตรวจค้น หลังให้สัญญาณเสร็จเรียบร้อย ถ้ายังแสดงอาการหนี ก็ให้เกิดการไล่ตามติดพัน ถึงแม้จะออกนอกเขตไปแล้วก็สามารถไล่ตามได้ เพราะแสดงให้เห็นว่ามีความผิด
ต่อมาสามารถยิงเตือน คือยิงขึ้นฟ้า แต่ถ้าวิ่งต่อไปอีก ให้ยิงตัดหน้าเรือ และสุดท้ายหากมีการแสดงอาวุธหรือท่าทีต่อสู้ ก็สามารถยิงเพื่อหยุดเรือ หรือให้ทำอันตรายแก่เรือเพื่อที่จะไปตรวจค้นได้
เมื่อมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องมาดูว่าเรือไทยอยู่ที่ไหนอย่างไร ก็ต้องดูที่กรมประมง ยกเว้นว่าเรือลำนั้นไม่เปิดสัญญาณจีพีเอส เพราะปกติแล้วเราจะรู้ตำแหน่งได้จากจีพีเอส ต้องนำตำแหน่งออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ก่อน เสร็จแล้วให้มาดูว่ากระบวนการตรวจค้นของเมียนมาเป็นไปตามมาตรฐานสากลแล้วหรือไม่
คำถามที่ว่า เมียนมาทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ ก็ต้องดูว่าเจตนาของเหตุการณ์นั้นเกิดความขัดแย้งลักษณะไหน และมีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาใช้อาวุธขนาดนี้อย่างไร ซึ่งต้องดำเนินการร่วมกันทั้งสองฝ่าย ตอนนี้ต้องเริ่มดำเนินการทางตัวบุคคลก่อน คือนำคนไทย 4 คนกลับมา เมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้ว ต้องมาดูต่อว่าเราผิดกฎจริงหรือไม่ ใช้แรงงานผิดกฎหมายหรือไม่
พล.ร.อ.จุมพล กล่าวต่อว่า ถ้าเรือไทยไม่ล้ำเข้าไปในเขตเมียนมา ก็ต้องหาตำแหน่งที่ชัดเจนว่าอยู่จุดไหน และเขาเข้ามาล้ำเขตเราหรือไม่ ต้องมาดู ส่วนมาตรการในการเข้าตรวจค้น หากเรือไทยรุกล้ำเข้าไปในน่านน้ำเมียนมา ก็ถือว่าเขาปฏิบัติการตรวจค้นเรือเรา ส่วนเรื่องมาตรการความรุนแรงที่เขาปฏิบัตินั้นต้องดูว่าเขาดำเนินการตามขั้นตอนการใช้อาวุธได้อย่างถูกต้องหรือไม่ ก็ต้องประท้วงกันไป
ประเด็นปัญหาที่อยากให้เสนอต่อทางรัฐบาลคือ ปัญหาไทยเมียนมาในฐานะรัฐประชิด มีจุดสำคัญที่ยังต้องเจรจาคือ ตั้งแต่ปากแม่น้ำปากจั่น ไปถึงเกาะหลาม เกาะคัน เกาะขึ้นก ไปจนถึงส่วนที่เป็น 3 รอยต่อระหว่างอินเดีย ไทย เมียนมา บริเวณเกาะสุรินทร์ ซึ่งต้องทำให้ประชาชนเข้าใจว่าพื้นที่เหล่านี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจา
พล.ร.อ.จุมพล กล่าวว่า ประเด็นแรกคือ อยากให้เจรจาให้จุดต่าง ๆ ดังกล่าวมีความชัดเจนก่อน สองคือต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องชาวประมงทั้งหมดก่อนว่าปฏิบัติอย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย ให้ถูกต้อง อยู่ในเขตไหนแค่ไหนอย่างไร ถึงแม้จะมีไปทำก็ต้องมีข้อตกลงกับฝ่ายเมียนมา ซึ่งอย่างแรกเลยคือต้องนำตัวคนกลับมาก่อน ที่ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่
ถ้าดูแล้วเรือไทยมีความผิดก็ต้องกลับมานำเป็นบทเรียนเพื่อปรับปรุงแก้ไข หรือถ้าส่วนไหนเขาไม่ถูกเราก็ต้องทำการทูตชี้แจง เพราะเหตุนี้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญกว่านี้คือ คนไทยที่เสียชีวิต ข้อเท็จจริงคือไม่ได้เกิดจากการยิง แต่เกิดจากการจมน้ำหรือตามเหตุที่ระบุไว้ ซึ่งโจทย์นี้เป็นเรื่องที่ส่วนท้องถิ่นต้องไปแก้ จัดระบบวางระเบียบให้ดี โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
มองเมียนมาทำเกินกว่าเหตุ
พล.ท.ภราดร กล่าวว่า จากตำแหน่งกระสุนมองแล้วว่าเกินกว่าเหตุ มีความตั้งใจยิ่งไปที่ไต๋ก๋งเรือ ตั้งใจยิงไปที่คนแล้ว และเป็นส่วนที่ยังคับเรือ คนไทยเลยวงแตก ซึ่งความรับผิดชอบต้องมีอยู่แล้ว
ถ้าเราดูทิศกระสุนที่ยิง แสดงว่าต้องการจมเรือแน่นอน แต่ไต๋ก๋งก็ไม่ธรรมดา สามารถพาเรือกลับมาได้ ซึ่งส่วนตัวมองว่าจริง ๆ แล้วมากันสิบกว่าลำ แต่มี 3 ลำรุกล้ำเข้าไป แต่เนื่องด้วยสถานการณ์สงครามภายในประเทศ ทำให้เขาเกิดความระแวงสูง ว่าเรือเหล่านี้เป็นเรือประมงที่มีกำลังพลฝั่งตรงข้ามแฝงมาหรือไม่ เป็นต้น ดังนั้นเขาจึงสามารถคิดได้นานาประการ
ด้าน พล.ร.อ.จุมพล กล่าวว่า ตามหลักฐานเท่าที่เห้นมองว่าเกินกว่าเหตุ เพราะปกติแล้วการตรวจค้นตรวจเยี่ยมของไทยที่เราทำกับเรือต่างชาติที่เข้ามาในอ่าวไทยก็มีขั้นตอนอยู่แล้ว โดยปกติเรือที่ขโมยปลาของไทยก็มีเกราะติดตั้งหรือมีกระบวนการป้องกันตัวด้วย แต่กรณีนี้น่าจะเป็นกรณีที่เราล้ำเข้าไปแล้วเขาไปจับหรือไม่อย่างไรต้องตรวจสอบ ส่วนขั้นตอนการใช้อาวุธของเมียนมาต้องไปดูว่าทำไมต้องยิ่งตำแหน่งไต๋ก๋งเรือ
พล.ร.อ.จุมพล กล่าวต่อว่า ในหลักการจะไม่ดำเนินการโดยใช้ความรุนแรงเช่นการยิงตำแหน่งนั้นอยู่แล้ว ทำเกินกว่าเหตุชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ไล่ตามติดพันหลายร้อยไมล์ก็เคยทำมาแล้ว จริง ๆ เขาสามารถดำเนินการไล่เข้ามาในเขตเราได้ แต่ทั้งนี้ต้องดูว่าเราเข้าไปเขตเขา หรือเขาเข้ามาเขตเราอย่างไร
ส่วนการเจรจาทางการทูต ตนทราบว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญทูตเข้ามาเจรจา และทูตเมียนมาก็รับปากว่าจะดูแล ส่วนทูตไทยในเมียนมาก็เดินทางไปพบปลัดกระทรวงของเมียนมาในส่วนนี้ และทั้งสองฝ่ายประสานกันว่าจะดำเนินการในส่วนนี้ต่อไป