จากกรณีหนุ่มรายหนึ่งร้องให้ตรวจสอบกรณีเพื่อนบ้านป่วยโรคหัวใจ แต่ถูกอาสาสมัครกู้ภัยชุดสีแดง นำตัวส่งโรงพยาบาลที่ไม่สามารถรักษาได้ ทำเสียเวลารักษาหัวใจ 2 ชั่วโมง จนเกิดอาการหัวใจขาดเลือดขั้นวิกฤตนั้น
ทีมข่าวพีพีทีวีได้เดินทางไปที่มูลนิธิเพชรเกษม และได้พูดคุยกับ นายนิรุต ยุวพรพงศ์กุล หรือ หรือตี๋ อาสามูลนิธิเพชรเกษม ที่เป็นคนขับรถพยาบาลในวันเกิดเหตุ โดยเจ้าตัวยืนยันว่าเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ที่ผ่านการอบรม และมีเอกสารรับรองว่าผ่านหลักสูตรการแพทย์ฉุกเฉินอย่างถูกต้อง
โดยนายนิรุต ได้เล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ในวันเกิดเหตุได้รับแจ้งเหตุผ่านทางช่องทางไลน์ ที่อาสากู้ภัยส่งต่อกันมา ว่ามีป่วยอยู่ คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 จึงเดินทางไปที่เกิดเหตุ ถึงเวลาประมาณ 14.00 น. เมื่อไปถึงก็ส่งอาสาสมัครขึ้นไปประเมินอาการเบื้องต้น
จากนั้นเมื่อตนตามขึ้นไป นิติบุคคลของคอนโดก็ให้ตนคุยโทรศัพท์กับทางศูนย์กู้ชีพนเรนทรที่ได้มีการประสานไว้ก่อนหน้านั้น ซึ่งทางศูนย์ฯแจ้งว่าจะส่งรถกู้ชีพของโรงพยาบาลมารับผู้ป่วย ส่วนตนก็ได้แจ้งอาการให้ทางศูนย์ทราบ จากนั้นเพื่อนบ้านของผู้ป่วย(คุณกั๊ก) ได้บอกกับอาสาเพชรเกษมว่าญาติต้องการนำส่งผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยด่วน
โดยเพื่อบ้านระบุชื่อเป็นโรงพยาบาล พระราม 9 หรือโรงพยาบาลพญาไท แต่ไม่ไปโรงพยาบาลราชวิถีซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ์การรักษาของผู้ป่วย ตนจึงแจ้งกับศูนย์กู้ชีพนเรนทรที่ยังคุยโทรศัพท์ค้างอยู่ ว่าญาติต้องการแบบนี้ ทางศูนย์ฯ จะจัดส่งรถกู้ชีพออกมาหรือไม่ เมื่อศูนย์ฯตอบกลับมาว่าหากญาติต้องการให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยก็ให้ดำเนินการได้ ตนจึงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นบนรถของตนเอง ยืนยันว่าขณะนั้นอาการของผู้ป่วยยังไม่ได้อยู่ในขั้นวิกฤต สามารถสื่อสารได้
และก่อนจะเคลื่อนย้ายได้ถามย้ำถึงการดูแลค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย ซึ่งเพื่อนบ้านบอกว่าญาติจะดูแลเอง ตนจึงตั้งใจจะพาคนป่วยไปส่งที่โรงพยาบาลพญาไท แต่เมื่อประเมินสภาพการจราจรพบว่าเส้นทางดังกล่าวมีรถติด จึงตัดสินใจนำส่งโรงพยาบาลคามิลเลียนแทน เพราะประเมินแล้วว่าใช้เวลาเร็วกว่า
นอกจากนั้น นายนิรุต ยังยืนยันด้วยว่าในระหว่างที่นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ได้แจ้งภรรยาผู้ป่วยแล้วว่าจะไปโรงพยาบาลไหน ซึ่งทางภรรยาก็พยักหน้ารับทราบ และบอกเพียงแค่ว่าให้ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ทางภรรยาก็ยังขอบคุณตน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจะรับตัวผู้ป่วยไปดูแลต่อ
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตกันว่าการเลือกนำผู้ป่วยมาส่งโรงพยาบาลดังกล่าวเป็นเพราะมีเรื่องของค่าเคสเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น นายนิรุต ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ไม่เคยได้รับค่าเคสจากโรงพยาบาลดังกล่าว ส่วนสาเหตุที่ไม่นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล พระราม 9 หรือพญาไทเพราะตนประเมินแล้วว่าโรงพยาบาลที่เลือกรวดเร็วที่สุด และยอมรับว่าไม่เคยนำผู้ป่วยไปส่งที่โรงพยาบาลพระราม 9 มาก่อน ส่วนที่มีการระบุว่า ทำให้การรักษาผู้ป่วยล่าช้าไปถึง 2 ชั่วโมง ในส่วนนี้ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเป็นการประสานงานระหว่างโรงพยาบาล
ด้านนายชลายุทธ์ สังข์คุ้ม กรรมการมูลนิธิเพชรเกษม ซึ่งดูแลเรื่องวินัยของมูลนิธิ ยอมรับว่า ยอมรับว่ามูลนิธิเพชรเกษมไม่ได้อยู่ในระบบของศูนย์เอราวัณ แต่มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือคน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ช่วยด้วยใจ ก่อนหน้านี้มีการพยายามที่จะยื่นเอกสารเพื่อขอเข้าระบบไปแล้วหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ แต่ยืนยันมูลนิธิมีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมาย และบุคลากรของมูลนิธิก็มีการอบรมผ่านหลักสูตรที่ถูกต้อง การช่วยคนก็ช่วยด้วยใจ ส่วนที่มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเมืองระหว่างมูลนิธิหรือไม่ ระบุว่าเป็นคนละเรื่องกัน
ส่วนกรณีที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน หรือ สพฉ. เรียกมูลนิธิเข้าชี้แจง ในวันจันทร์นี้ (6 ม.ค.68) ยืนยันว่าไม่ได้มีความกังวล ทุกอย่างมีหลักฐาน และขณะนี้ได้ขอข้อมูลภาพกล้องวงจรปิดจากโรงพยาบาลคามิลเลียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นายชลายุทธ์ ยังชี้แจงเพิ่มเติมถึงช่องทางการแจ้งเหตุว่าปัจจุบัน ไม่ได้มีแต่สายด่วน 1669 แต่ยังมีการแจ้งเหตุผ่านแอพพลิเคชั่นหรือกลุ่มไลน์ต่างๆ ทำให้อาสาได้รับข้อมูลและไปถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว