12 ก.พ. 68 “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. เปิดเผยในรายการเปิดโต๊ะข่าว PPTV HD36 ถึง “คดีตู้ห่าว” ที่ศาลยกฟ้อง เหตุเพราะสำนวนคดีอ่อนเกินไป โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สำนวนคดีนี้ เดิมทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลจับกุมคนจีน 200 คน พร้อมคนไทยบางส่วน ตนก็ลงไปขยายผล
ต่อมา ผบ.ตร. แบ่งงานให้ตนรับผิดชอบงานสืบสวน ตนก็ไปยึดทรัพย์ทั้งเครื่องบิน โรงแรม เงิน รวมหกพันกว่าล้าน ต่อมาก็สงสัยว่าคนจีนทั้งหมดที่เข้ามาประเทศไทย มีความเป็นอยู่อย่างไร
เมื่อตรวจสอบพบว่า คนจีนเหล่านี้เข้ามาโดยใช้วีซ่าท่องเที่ยว และขอเปลี่ยนวีซ่าจาก ตม. เป็นวีซ่านักเรียน ซึ่งเราก็แยกเป็น 2 ส่วน ในส่วนของตำรวจ ตนได้ดำเนินคดีตำรวจ ตม. ทั้งหมด 107 คน ต่อมาพบว่า มีการปล่อยรถปอร์เช่ไป 1 คัน เป็นรถของผู้ต้องหาชาวจีน เนื่องจากมีผู้หญิงชาวจีนถือเงินสดไปที่ สน.ยานาวา จำนวน 600,000 บาท เราก็ดำเนินคดีรองผู้การที่รักษาการผู้กำกับ สน.ยานาวา
ต่อมา พบว่ามีการนำผู้ต้องหาชาวจีนไปฝากขัง และปล่อยหลุดระหว่างทาง ตนก็ดำเนินคดีกับรองผู้กำกับและพนักงานสอบสวน เพราะเป็นการทุจริต จากนั้นไล่ต่อมาจนถึงส่วนของผู้ต้องหา หลังจากที่ยึดทรัพย์ ในส่วนของการดำเนินคดี ตนก็ลงไปที่เกิดเหตุอีกครั้งหลังจากนั้น 1 เดือน พบว่า มีการเก็บพยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์ เช่น มีร่องรอยยาเสพติด ถาดยาเสพติด ที่ปัด ที่ไม่มีการเก็บไปเลย ส่วนรถตู้ที่จอดที่ผับจินหลิงมี 11 คันที่ยังไม่ได้ตรวจเช่นกัน
“บิ๊กโจ๊ก” กล่าวต่อว่า เมื่อตนตรวจ พบว่าในรถตู้มีเอกสารของ “หวังเจิ้น หนาน” ซึ่งเป็นผู้ต้องหารายสำคัญและเป็นหลานของ “ตู้ห่าว” และพบยาเสพติดด้วย เหล่านี้เป็นการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์ทั้งสิ้น
ต่อมา ตนก็จะขยายผลต่อ แต่ ผบ. ต่อศักดิ์ สั่งว่าคดีนี้ไม่ให้ตนไปยุ่ง และมอบให้กับผู้บัญชาการตำรวจนครบาลทำ ซึ่งตนทำคดีนี้ไปได้แค่ 10 – 20% และเชื่อมั่นว่าวันนี้ที่ศาลยก เพราะไม่มีการสืบสวนความเชื่อมโยง เส้นทางการเงิน ว่าจากใครไปถึงใคร
และประเด็นสำคัญ ถ้าดูจากคำพิพากษา ศาลบอกว่า จากที่พนักงานสอบสวนบอกว่า นายสิทธิกรให้การว่าเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมด และนายตู้ห่าวมาเช่า แต่พอขึ้นศาลไม่ได้เอาตัวนายสิทธิกรมาเบิกความ ทำให้ไม่มีอะไรไปเชื่อมโยงกับตู้ห่าว ซึ่งศาลพิจารณาคดีจากสำนวน ไม่ได้ลงมาสอบสวนเอง
ฉะนั้น สำนวนมีแค่ไหนก็ว่าไปตามนั้น ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เอาตัวนายสิทธิกรมาเบิกความ พอไม่มีตรงนี้ ศาลเลยต้องยกเพราะพิจารณาจากพยานหลักฐาน ทำให้คดีอื่นหลุดหมด เช่น เรื่องสมคบยาเสพติด ไปบอกว่าพบยาเสพติดแค่วันที่ 26 ตุลาคม แต่ไม่ได้สืบสวนไล่มาก่อนว่าก่อนหน้านั้นมีการนำยาเสพติดมาอย่างไร ฉะนั้น ความผิดฐานสมคบก็ต้องยกหมด ความผิดมูลฐานนำไปสู่การฟอกเงินก็ต้องยกไปด้วย
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า มีศาลผู้ใหญ่บางท่านถามตนว่า สำนวนนี้ตนได้ทำหรือไม่ ตนก็บอกว่าไม่ได้ทำ ท่านก็บอกว่า ทำไมสำนวนทำมาแบบนี้ เหมือนกับเป็นการฟอกขาวให้ตู้ห่าว ตนก็กล่าวต่อว่า ตนทำแค่สืบสวนนิดเดียวเอง พอจะเดินต่อก็ถูกสั่งไม่ให้ทำแล้ว ตนก็ทำได้แค่นี้
ส่วนผลของคำพิพากษาล่าสุด มีโอกาสผิดพลาดได้ หรือจริง ๆ ไม่ควรจะผิดพลาด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตอบว่า ถ้ารวบรวมพยานหลักฐานดี ๆ จะไม่ผิดพลาด แต่วันนี้การรวบรวมพยานหลักฐานมันไม่ชัดเจน บกพร่อง ซึ่ง หวังเจิ้น หนาน หนีออกจากสถานที่เกิดเหตุได้อย่างไร นายสิทธิกรทำไมไม่เอามาเบิกความที่ศาล จริง ๆ ถ้าสิทธิกรไม่มาเบิกความ ก็ต้องออกหมายจับ โดยหน้าที่ในการตามพยานมาเบิกความเป็นของพนักงานสอบสวน ตำรวจ เหล่านี้เป็นข้อสังเกตที่ทำให้คดีอ่อนลงทันที
ส่วนประเด็นที่ยึดทรัพย์ไปได้ 6 พันกว่าล้าน มีน้ำหนักในศาลหรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า เดิมจะต้องขยายผลต่อไปอีก แต่ในเมื่อตนไม่ได้ทำต่อ มันก็ไม่มีการขยาย ซึ่งไม่ทราบว่าทางนครบาลทำอย่างไรต่อ แต่หากตนได้ทำต่อ ก็จะทำเหมือนทุกๆคดี สิ่งสำคัญที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ คือ เส้นทางการเงิน เราก็ต้องไล่ความสัมพันธ์เหล่านี้ว่าเงินมันไปไหนบ้าง ซึ่งมันจะเกี่ยวพันกับอีกหลายคดี แต่เมื่อไม่มีการเชื่อมโยง จึงเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องทั้งหมด
ส่วนประเด็นที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไป สน.ปทุมวัน เพื่อแจ้งความเอาผิดบิ๊กต่าย เป็นเพราะตนดูอยู่นานแล้วว่าทำไมกับตน ท่านใช้ พ.ร.บ.ตำรวจมาตรา 131 คือ เมื่อถูกออกหมายจับ ท่านให้ออก ตนก็มานั่งดู “คดีเป้รักผู้การ” จ่าย 140 ล้าน คดีนี้มีผู้การจังหวัด ชลบุรี และตำรวจอีก 19 คน พออัยการสั่งฟ้อง ทำไมไม่สั่งให้ออก แต่ของตนอัยการยังไม่ฟ้อง และยังไม่มีการชี้มูลใด ๆ แต่มาสั่งให้ออก ตนจึงมองว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะที่จริงก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับของตน