นับตั้งแต่ปี 2553 การเริ่มต้นกิจการของโรงงานวิน โพรเสส ที่บ้านหนองพะวา ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง โรงงานที่เป็นแหล่งกักเก็บขยะพิษ และสารเคมีอันตรายอย่างผิดกฎหมาย กลายเป็นสถานที่สร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนานกว่า 15 ปี
แม้ปัจจุบันเรื่องราวของ บริษัท วินโพรเสส จำกัด จะไปนำสู่ไปการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ฐานครอบครองวัตถุอันตราย ปล่อยสารพิษลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ รวมถึงคดีเกี่ยวกับการชดเชยค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมกว่า 1,700 ล้านบาท
แต่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างชาวบ้านในพื้นที่ กลับไม่เคยได้รับการเยียวยา และยังคงต้องใช้ชีวิตท่ามกลางมลพิษแบกรับความเสี่ยงกับการเสื่อมโทรมทางสุขภาพต่อไป
ล่าสุด การเสียชีวิตของผู้ต้องหาคนสำคัญอย่าง นายโอภาส บุญจันทร์ ผู้บริหาร บริษัท วิน โพรเสส จำกัด เมื่อต้นปี 2568 อาจทำให้ชาวบ้านมีความกังวลเกี่ยวกับความหวังที่จะได้รับการเยียวยา
ไฟไหม้ – เคมีรั่วไหล สารพัดปัญหารอบ “วิน โพรเสส"
27 มกราคม 2568 เวลา 21.00 น. ผู้เห็นเหตุการณ์ได้แจ้งในกลุ่มไลน์หมู่บ้านว่าพบเพลิงลุกไหม้ที่บริเวณโกดังที่ 5 ของโรงงานวิน โพรเสส ซึ่งเป็นจุดที่มีขยะพลาสติก ขยะทางการแพทย์จำพวกเข็มฉีดยา และถุงยางอนามัยถูกทิ้งกองไว้เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลา 1 ชั่วโมงจนสามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จ
ในพื้นที่เกิดเหตุ มีรายงานว่าตำรวจพบแกลลอนน้ำมัน 2 ถังเปิดฝาทิ้งไว้ใกล้จุดเพลิงไหม้ โดยถังแรกถูกเทน้ำมันออกไปจนหมด ส่วนถังที่ 2 ยังมีน้ำมันอยู่เต็มถัง เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เก็บนำไปตรวจสอบต่อไป
ถัดจากทางเข้าหน้าโรงงาน พบบ่อน้ำกักเก็บสารเคมีที่ขุดไว้กันน้ำกรดไม่ให้ทะลักรั่วไหลออกจากพื้นที่ แต่คันดินกั้นน้ำที่อยู่ในสภาพกลายเป็นสีน้ำตาลแดงสนิมเป็นร่องรอยที่ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า น้ำกรดจากบ่อกักเก็บสารเคมีได้รั่วซึมออกนอกพื้นที่ ไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือไม่
โดยบ่อกักน้ำกรดเหล่านี้ถูกขุดโดย อบจ.ระยอง เพื่อรองรับน้ำฝนและป้องกันไม่ให้น้ำกรดพวกนี้ล้นออกไปสร้างความเสียหายเพิ่มนอกพื้นที่ โดยใช้พื้นที่ของโรงงาน และสวนยางพาราของ นายเทียบ สมานมิตร รวมพื้นที่บ่อกักเก็บน้ำกว่า 10 ไร่
ปัญหาสารเคมีซึมออกสู่พื้นที่รอบโรงงานเกิดขึ้นมานาน โดยชาวบ้านรับรู้ได้ถึงผลกระทบจากสารเคมีที่รุนแรงขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี 2563 น้ำในคลองเริ่มเปลี่ยนสี ต้นยางในพื้นที่ติดโรงงานกว่า 30 ไร่ ของนายเทียบ สมานมิตร ไม่เคยให้ผลผลิตน้ำยาง และในปีเดียวกันช่วงฤดูฝน คันดินบ่อน้ำเสียรอบโรงงานพังทลายลง ทำให้น้ำเสียทะลักเข้าท่วมพื้นที่โดยรอบสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่กว่า 800 ไร่
และเมื่อกรมควบคุมมลพิษลงพื้นที่ตรวจสอบก็พบว่าน้ำผิวดินรอบโรงงานเป็นกรด มีการปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานทั้งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และบ่อบาดาล
สวนยาง “ลุงเทียบ” ผู้ใช้ชีวิตติดโรงงาน
สวนยางพาราพื้นที่ติดกับโรงงาน ของนายเทียบ สมานมิตร เจ้าของสวนยางพาราพื้นที่ติดกับโรงงานวิน โพรเสส 1 ในผู้เสียหาย แม้ว่าปัจจุบัน ต้นยางพาราติดที่โรงงานไฟไหม้แห่งนี้มีสภาพดีขึ้น ต้นยางกลับมามีน้ำยาง แต่ใบต้นยางยังคงบวมเหลืองแสดงร่องรอยจากการถูกสารเคมีมาเป็นเวลานาน ลุงเทียบเล่าว่ามีบริษัทเอกชนมาฉีดสารปรับปรุงดินให้ ต้นยางจึงเริ่มกลับมาแข็งแรง ถึงจะมีน้ำยางแต่ก็คงไม่ได้เอาไปใช้ไปขายแล้วเพราะมันปนเปื้อนสารพิษ
บ่อน้ำลุงเทียบติดกับโกดัง 5 ที่เพิ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ไปเมื่อ 27 ม.ค. 2568 เป็นบ่อเก่าที่เคยนำน้ำมาใช้ในสวนยาง แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้วเนื่องจากน้ำมีสภาพเป็นกรดและมีโลหะหนักปนเปื้อนปัจจุบันย้ายไปใช้บ่อภายนอกพื้นที่โรงงานแทน
“น้ำบ่อข้างล่าง มันใช้ไม่ได้ ต้องไปใช้บ่อบน คุณภาพก็ไม่ดี แต่ก็ดีกว่า ในร่องส่วนข้างล่างมันใช้ไม่ได้เลยดูใบไม้มันบวมเหลืองอย่างนี้คือใช้ไม่ได้”
“ลุงยังทำสวน แต่ตอนนี้ร่างกายหาหมอกินยาบ่อยมาก สวนที่ทำก็ไม่รู้จะได้ผลหรือเปล่า”
เมื่อถามเรื่องเงินค่าชดใช้และเยียวยา ลุงเทียบย้อนไปถึงการลงทะเบียนรับความช่วยเหลือจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานเมื่อปี 2567 เคยได้รับเงินเยียวยาเพียง 3,000 บาท ส่วนเงินชดเชย 1,700 ล้านบาทที่จะต้องนำมาชดเชยให้กับชาวบ้านผู้ได้รับกระทบ ตามตัดสินในคดีแพ่งของศาลจังหวัดระยอง ตอนนี้หลายคนไม่หวังว่าจะได้รับ เพราะก่อนหน้านี้มีบางคดีที่ตัวเลขเงินชดเชยไม่มาก ก็ยังได้รับการเยียวยาแต่ตัวเลขในกระดาษ แต่ยังไม่เคยได้รับเงินจริง ๆ
ปัญหาเก่ายังไม่จบ ปัญหาใหม่มาซ้ำ?
นอกจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากปัญหาสารเคมีรั่วไหล ลุงเทียบ ยังบอกว่า ตอนนี้ชาวบ้านยังต้องเผชิญปัญหาใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่มีกระบวนการขนย้ายกากอุตสาหกรรมอลูมิเนียมดรอส ที่เกิดการฟุ้งกระจายของฝุ่นอลูมิเนียม ที่ผ่านมาชาวบ้านร้องเรียนไปถึง อบต.บางบุตร ว่าพบถุงบิ๊กแบ๊คขาดทำให้มีฝุ่นอลูมิเนียมดรอสหล่นออกมาตามทางระหว่างขนย้ายอีกด้วย
“เมื่อวาน (27 มกราคม 2568) ตอนเช้าผมอยู่ที่สวนยาง เห็นเค้าใช้รถตักขึ้นมา เห็นฝุ่นมันขึ้นมาชัดเจนเลย แปปเดียวผมต้องรีบกลับ ตอนตักมันจะขึ้นเยอะมากเลย เพราะพอพัดมาโดนผมจะรู้สึกเลยว่ามันจะมีอาการคัน เมื่อวานนี้ต้องรีบกลับเลยไม่รู้ว่าจะแก้ไขยังไง”
ขณะที่วันที่ 8 มกราคม 2568 กรมโรงงานอุตสาหกรรม เริ่มขนย้าย อลูมิเนียมดรอส ไปกำจัดที่ โรงงานปูนซีเมนต์ ทีพีไอ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ตามที่ รมว.อุตสาหกรรมได้ตอบคำถามกระทู้ในสภาไว้ในเดือนธันวาคม 2567 ว่า ได้เซ็นสัญญากับบริษัทเอกชนให้มาช่วยกำจัดบำบัด คือบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จะเป็นผู้กำจัด อลูมิเนียมดรอส จำนวน 7,000 ตัน ด้วยวงเงิน 4.9 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่กระทรวงอุตสาหกรรมขอเบิกเงินที่บริษัทวิน โพรเสส จำกัด วางไว้จากศาลจังหวัดระยอง มาใช้ในการบำบัดกำจัดอลูมิเนียมดรอสก่อน
ซึ่งตามที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเคยตอบกระทู้ไว้ว่า การดำเนินการครั้งนี้ใช้งบประมาณน้อยเพราะเป็นการทำ CSR และบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จะสามารถนำอลูมิเนียมดรอสไปใช้งานได้ (เป็นวัตถุดิบผสมร่วมกับดินอลูมินาในกระบวนการเผาเพื่อผลิตปูนซีเมนต์) โดยมีกำหนดการแล้วเสร็จภายในวันที่ 26 เมษายน 2568 นี้
นอกจากอลูมิเนียมดรอสแล้ว ยังคงมีบ่อน้ำกักสารเคมีที่รอการกำจัดบำบัด เหลือกาก และสารเคมีหลายรูปแบบที่ยังคงตกค้างอยู่ในโรงงาน ตากแดด ลม ฝน พร้อมที่จะรั่วไหลออกไปได้ทุกเมื่อถ้าสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย
ความในใจชาวบ้านหนองพะวา
นางหญิง (นามสมมติ) เจ้าของร้านค้า และเจ้าของไร่บริเวณใกล้เคียงโรงงาน ให้ข้อมูลกับ PPTV เล่าถึงปัญหาที่เธอพบเจอตั้งแต่บริษัทวิน โพรเสสยังดำเนินกิจการอยู่ ว่าจะมีคนคอยคุมพื้นที่ไม่ให้เธอผ่านเข้าไปในพื้นที่ไร่ของตัวเองที่ติดกับถนนทางเข้าไปในตัวโรงงานทำให้ต้องอ้อมไป
ส่วนเหตุการณ์ไฟไหม้ช่วงปี 2567 ทำให้เธอต้องหยุดจากการทำไร่และให้คนงานทั้งหมดเดินทางออกจากพื้นที่เพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายจากควันพิษ เธอเกรงกลัวว่าอาจจะมีผู้อิทธิพลอยู่เบื้องหลังบริษัท จึงไม่อยากเข้าไปยุ่งด้วย และไม่ได้ร่วมเป็น 1 ในผู้เสียหาย ที่ชาวหนองพะวา 15 คนร่วมฟ้องคดีแพ่งด้านสิ่งแวดล้อมต่อบริษัท วิน โพรเสส
“ตอนนี้ (27 ม.ค. 2568) ยังมีกลิ่นอยู่ แล้วแต่ว่าลมพัดไปทางไหน ถ้าช่วงเช้าๆ แถววัดหนองพะวาจะมีกลิ่นสารเคมีตามลม ช่วงเย็นที่ลมพัดมาบ้านพี่ก็กลิ่นแรงจนกินข้าวกันไม่ได้ ตอนไฟไหม้เมื่อปีที่แล้วพี่ต้องให้คนงานชาวกัมพูชากลับประเทศไปเพราะอยู่กันไม่ได้ทนกลิ่นสารเคมีไม่ไหว”
“เพื่อนพี่ที่สู้กันก็ตายไปแล้ว อยู่ใน 15 คนที่ฟ้องไปนั่นแหละ ค่าเยียวยาก็ไม่ได้ ที่พี่ไม่ได้ฟ้องเพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยแต่พอตัวเองเริ่มได้รับผลกระทบก็ไม่รู้จะโทษใคร”
นางหญิง (นามสมมติ) ยังเล่าด้วยว่า ส่วนน้ำประปายังคงมีสีแดงสนิม มีกลิ่นสารเคมีทำให้เธอไม่กล้านำไปใช้ในการประกอบอาหารแต่อย่างใด
เยียวยายังมีหวัง ? หลัง “โอภาส บุญจันทร์” เสียชีวิต
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านค่าย จ.ระยอง ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลบ้านค่าย อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ว่า นายโอภาส บุญจันทร์ ผู้บริหาร บริษัท วิน โพรเสส จำกัด เสียชีวิตที่โรงพยาบาลจากโรคประจำตัว ขณะต้องโทษในเรือนจำกลางจังหวัดระยอง
ก่อนหน้านี้ศาลจังหวัดระยอง พิพากษาให้บริษัทจ่ายค่าปรับ 350,000 บาท และจำคุกนายโอภาส 5 ปี 15 เดือน ขณะถูกคุมขัง เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลบ้านค่ายด้วยอาการขาดน้ำตาล ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 2568 จนกระทั่งเสียชีวิต เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2568 เวลา 00.45 น.
ชื่อของนายโอภาส ยังเกี่ยวข้องกับคดีลักลอบทิ้งและฝังกากอุตสาหกรรมของอีกบริษัทในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา และเพชรบูรณ์ รวม 7 คดี
อย่างไรก็ตาม เมื่อนายโอภาสเสียชีวิต คดีอาญาจะถูกจำหน่ายชื่อออกจากสารบบ แต่คดียังดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป เช่นเดียวกับคดีแพ่งที่ศาลสั่งบริษัทต้องชดใช้ค่าเสียหายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
หนี้สินที่ติดค้างทั้งหมดจะถูกโอนผ่านไปทางมรดก โดยทายาทจะได้รับทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน และยังคงต้องต้องชำระหนี้สินไม่เกินมูลค่าของมรดกที่ได้รับ ไม่อย่างนั้นนจะถูกดำเนินคดี ซึ่งทรัพย์สินเช่นที่ดิน หรือโครงสร้างอาคาร จะยังเป็นของ บริษัทวิน โพรเสส ในฐานะนิติบุคคล และยังคงต้องทำการบังคับคดีต่อไป
ปัญหาของชาวหนองพะวาจะยังคงไม่คลี่คลาย ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชุมชนยังคงอยู่ ตราบเท่าที่กากสารพิษเหล่านี้ยังอยู่ในพื้นที่ แม้ศาลจะตัดสินให้โรงงานวิน โพรเสสรับผิดชอบ แต่ การบังคับคดีที่ล่าช้า และช่องว่างทางกฎหมาย ทำให้ความยุติธรรมดูห่างไกลจากความเป็นจริง ในตอนต่อไป เราจะไปเจาะลึกถึงปัญหาทางกฎหมายที่ซับซ้อน และค้นหาคำตอบว่าทำไมการเยียวยาผู้เสียหายจึงเป็นเรื่องยากเย็น