จุดเริ่มต้นของคดีมหากาพย์ เริ่มจากอุบัติเหตุเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย. 2555 ซึ่งนายวรยุทธ หรือ “บอส อยู่วิทยา”ขับรถยนต์หรูเฟอร์รารี พุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ก่อนจะขับรถหลบหนีเข้าไปในซอยสุขุมวิท 53 ในช่วงต้นตำรวจแจ้ง 5 ข้อหา ประกอบด้วย 1.ขับรถขณะเมาสุรา 2.ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 3.ขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย 4.ขับรถชนแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือและไม่แจ้งเจ้าพนักงาน 5.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
แต่ในกระบวนการส่งสำนวนคดีและการสั่งฟ้อง ในช่วงปี 2556-2560 ส่งผลให้หลายข้อหาทยอยหมดอายุความ กระทั่งเหลือเพียงข้อหาเดียวคือ “ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” จนกระทั่งในวันที่ 20 ม.ค. 2563 นายเนตร นาคสุข ได้มีการกลับคำสั่งไม่ฟ้อง “บอส อยู่วิทยา” ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นข้อหาเดียวที่เหลืออยู่
จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม จนมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคดี บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา โดยมีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน ซึ่งมีการตรวจสอบพบหลักฐานและคลิปเสียง การช่วยเหลือในการเปลี่ยนพยานหลักฐานด้านความเร็วของรถยนต์ของ “บอส อยู่วิทยา”
ย้อนพฤติการณ์แก้ไขความเร็วรถ
หลังจากนั้นจึงมีการส่งไม้ต่อมายังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยตรวจสอบพบพฤติการณ์ ว่า พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ได้มีความเห็นควรสั่งฟ้อง “บอส อยู่วิทยา” ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ ด.ต.วิเชียร ถึงแก่ความตาย และข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่ต่อมา “บอส อยู่วิทยา” ได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดหลายครั้ง
จนกระทั่งในการยื่นคำร้องขอความเป็นธรรม ครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2559 นายธนิต บัวเขียว ทนายความของนายวรยุทธอยู่วิทยา และนายพิชัย หรือชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ได้ไปติดต่อ รศ.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม เพื่อให้ช่วยคำนวณความเร็วรถยนต์ของ “บอส อยู่วิทยา” ในคดีดังกล่าว ให้มีความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม.
กระทั่งในวันที่ 29 ก.พ.2559 ได้มีการจัดให้ รศ.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม พบกับ พ.ต.อ.ธนสิทธิ แตงจั่น นักวิทยาศาสตร์ (สบ.2) กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เพื่อนำเสนอวิธีการคำนวณความเร็วใหม่สำหรับใช้ในการร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งมี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง กรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ, พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง, พ.ต.อ.วิรดล ทับทิมดี พนักงานสอบสวน (สบ.3) สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ, พ.ต.อ.วิวัฒน์ สิทธิสรเดช นักวิทยาศาสตร์ (สบ.4) กองพิสูจน์หลักฐานกลาง, นายธนิต บัวเขียว ทนายความ และนายชัยณรงค์ แสงทองอร่าม พนักงานอัยการ ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ และให้ พ.ต.อ.ธนสิทธิ แตงจั่น ให้ถ้อยคำเปลี่ยนความเห็นในเรื่องความเร็วรถยนต์ของ “บอส อยู่วิทยา” ในขณะที่ชนผู้ตายจากความเร็วที่ 177 กม./ชม. เป็นความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. เพื่อให้สอดคล้องกับผลการคำนวณความเร็วรถที่ รศ.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ได้คิดคำนวณและตระเตรียมการไว้ล่วงหน้า
และในวันที่ 6 มี.ค.2559 พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก, พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข, พ.ต.อ.วิรดล ทับทิมดี, พ.ต.อ.วิวัฒน์ สิทธิสรเดช, นายธนิต บัวเขียว และนายชัยณรงค์ แสงทองอร่าม ได้ร่วมกันจัดทำคำให้การของ พ.ต.อ.ธนสิทธิ แตงจั่น ซึ่งเป็นพยานหลักฐานเท็จ และมีการแก้ไขวันที่สอบปากคำ เพื่อให้การคิดคำนวณความเร็วของรถใหม่ใช้เวลาตามสมควรและมีความน่าเชื่อถือโดยให้รถยนต์มีความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. เพื่อช่วยเหลือ “บอส อยู่วิทยา” ผู้ต้องหาในคดี
หลักฐานเท็จ-ร้องขอความเป็นธรรม-กลับคำสั่งไม่ฟ้อง
ซึ่งต่อมา “บอส อยู่วิทยา” ได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรณีการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการที่มีคำสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างว่าหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ได้รวบรวมข้อมูลเสนอคณะกรรมาธิการโดยไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงจาก พ.ต.อ.ธนสิทธิ แตงจั่น
จากนั้นในการประชุมคณะกรรมาธิการดังกล่าว ในช่วงปลายปี 2559 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ได้ให้ความเห็นและอ้างพยานหลักฐานเท็จเกี่ยวกับความเร็วรถของผู้ต้องหาซึ่งตนมีส่วนจัดทำขึ้น เพื่อสนับสนุนการร้องขอความเป็นธรรมของ “บอส อยู่วิทยา” ให้สอดรับกับแนวทางการทำงานและผลสรุปของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง
กระทั่งต่อมาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2562 “บอส อยู่วิทยา” ได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดครั้งที่ 14 ซึ่งขณะนั้น นายเนตร นาคสุข ในฐานะรองอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการ แทนอัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งให้สอบสวนพยานที่เคยถูกสอบสวนในการร้องขอความเป็นธรรมมา จำนวน 13 ครั้งแล้วเพิ่มเติม ซึ่งมิใช่พยานหลักฐานใหม่ และรองอัยการสูงสุดและอัยการสูงสุดได้เคยพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ
จนกระทั่งในวันที่ 20 ม.ค. 2563 นายเนตร นาคสุข ได้มีคำสั่งไม่ฟ้อง “บอส อยู่วิทยา” ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นข้อหาเดียวที่เหลืออยู่ โดยอาศัยพยานหลักฐานเดิมและเป็นการกลับความเห็นอันเป็นดุลพินิจของอดีตผู้บังคับบัญชาและอดีตรองอัยการสูงสุดซึ่งทำหน้าที่มาก่อนตนโดยไม่มีเหตุอันสมควร และ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ในขณะนั้น) ก็มีคำสั่งไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการสูงสุด
ชี้มูลความผิดขบวนการแก้ความเร็วรถ!
จากพฤติการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงมีมติ เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2567 ชี้มูลความผิด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ถูกกล่าวหากับพวก รวม 8 คน ประกอบด้วย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง, พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข, พ.ต.อ.วิรดล ทับทิมดี, นายเนตร นาคสุข, นายชัยณรงค์ แสงทองอร่าม, นายธนิต บัวเขียว, นายพิชัย หรือชูชัย เลิศพงศ์อดิศร และ รศ.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม
นอกจากนั้นได้มีมติให้กัน พ.ต.อ.ธนสิทธิ แตงจั่น, พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก และ พ.ต.อ.วิวัฒน์ สิทธิสรเดช ไว้เป็นพยาน
จากนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นชอบให้การดำเนินการการดำเนินการทางอาญา ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) กระทั่งวันที่ 27 ก.พ. 2567 อัยการสูงสุดได้พิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวแล้ว มีคำสั่งรับดำเนินคดีอาญาฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 8 ราย ตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
หลังจากนั้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีการประทับรับฟ้องคดีดังกล่าว พร้อมสอบคำให้การ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง และพวกรวม 8 คน โดยจำเลยทั้ง 8 ได้รับการประกันตัว ด้วยหลักทรัพย์เงินสดคนละ 2 แสนบาท โดยศาลตั้งกรอบเวลาพิจารณาไว้ที่ไม่เกิน 7 เดือน
ผลคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ
กระทั่งวันที่ 22 เม.ย.2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากาษาว่า จำเลยที่ 4 (นายชัยณรงค์ แสงทองอร่าม) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ มาตรา 200 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
ขณะที่จำเลยที่ 8 (นายเนตร นาคสุข) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 4 และที่ 8 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ซึ่งเป็นบทบัญญัติ แห่งกฎหมายมีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
อีกทั้งจำเลยที่ 4 (นายชัยณรงค์ แสงทองอร่าม) ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำเลยที่ 8 (นายเนตร นาคสุข) ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 4 (นายชัยณรงค์ แสงทองอร่าม) กำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 8 (นายเนตร นาคสุข) กำหนด 3 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 (พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง) รวมทั้ง จำเลยที่ 2,3,5,6,7 แต่ให้หมายขังจำเลยที่ 1, 2,3,5,6,7 ไว้ระหว่างอุทธรณ์ เว้นแต่จะมีประกัน
อย่างไรก็ตามการพิจารณาคดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถือเป็นศาลชั้นต้น ยังเหลือการพิจารณาคดีอีกชั้นคือศาลอุทธรณ์ ซึ่งคดีอาจจะสิ้นสุดที่ศาลอุทธรณ์ เว้นแต่หากคู่ความประสงค์จะยื่นฎีกาก็ต้องได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาศาลฎีกาก่อนจึงจะยื่นฎีกาได้