หลังกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเกิดการปะทะรุนแรง ก่อนจะประกาศหยุดยิงในเวลาต่อมา โดยทั้งสองฝ่ายจะเตรียมเจรจาเรื่องพื้นที่พิพาทดังกล่าวผ่านกลไก Joint Boundary Commission หรือ ‘JBC’ ในวันที่ 14 มิถุนายนนี้
ซึ่งรัฐบาลไทยก็ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าจะใช้กลไกดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดน พร้อมย้ำจุดยืนว่าไม่อยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ‘JBC’ อาจยังเป็นที่สงสัยว่ามีรายละเอียดอย่างไร หรือฝ่ายใดมีส่วนในการเจรจาบ้าง
เว็บไซต์ LIRT : คลังสารสนเทศของสถาบันนิติบัญญัติ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยกลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ สำนักวิชาการ ได้เผยแพร่ ‘ข้อมูลที่ประชาชนไทยควรทราบเกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหารและการเจรจาเขตแดนไทย-กัมพูชา’ ของกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2554 เกี่ยวกับประเด็นความร่วมมือชายแดนไทย-กัมพูชา ไว้ว่า
คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission - JBC) เป็นกลไกทวิภาคีที่จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2540 เพื่อแก้ไขปัญหาการกำหนดเขตแดนทางบกระหว่างไทยและกัมพูชา มีหน้าที่เจรจา สำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างกัน โดยเน้นการเจรจาอย่างสันติและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง นับเป็นความร่วมมือด้านเขตแดน
ขณะเดียวกัน นอกจากกลไก JBC ที่เป็นกลไกการเจรจาด้านเขตแดนแล้ว ยังมีการเจรจาด้านความมั่นคงชายแดนอีก 2 กลไก คือ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee - GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee - RBC)
โดยคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC เป็นการเจรจานำโดยผู้นำระดับรัฐมนตรีกลาโหม โดยจะเป็นการประชุมประจำปี ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ
ขณะที่ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC จะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ประกอบด้วย
- กองทัพภาค 2 และ ภูมิภาคทหาร 4 (กัมพูชา) ดูแลจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์
- กองทัพภาค 1 และ ภูมิภาคทหาร 5 (กัมพูชา) ดูแลจังหวัดสระแก้ว
- กปช.จต. และ ภูมิภาคทหาร 3 (กัมพูชา) ดูแลจังหวัดจันทบุรี ตราด