อ.ธรรมศาสตร์คาด กัมพูชาดึงดันไปศาลโลก เพราะมีนักกฎหมายดี-หลักฐานเด็ด

โดย PPTV Online

เผยแพร่

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ท่าทีกัมพูชา ยืนยันนำ 4 พื้นที่ไปศาลโลก อาจเพราะมีนักกฎหมายฝีมือดี และหลักฐานเด็ด

จากกรณีที่ทางการกัมพูชายืนกรานว่าจะนำข้อขัดแย้งใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย ช่องบก, ปราสาทตาเมือนธม,ปราสาทตาเมือนโต๊ด, และปราสาทตาควาย ขึ้นสู่ศาลโลก ทำให้หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมกัมพูชาตั้งมั่นที่จะทำอย่างนั้น เป็นเพราะเคยได้เขาพระวิหารไปแล้วจึงมั่นใจ หรือมีไม่เด็ดอื่นใด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 68 อาจารย์ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ถึงเรื่องนี้ว่า "กัมพูชามีไม้เด็ดอะไรในทางกฎหมาย ทำไมถึงจะกลับไปศาลโลก"

คอนเทนต์แนะนำ
สั่งหยุดเรียนได้ทันที! โรงเรียนใน 7 จว.ชายแดน หากรู้สึกไม่ปลอดภัย

 

อ.ธรรมศาสตร์คาด กัมพูชาดึงดันไปศาลโลก เพราะมีนักกฎหมายดี-หลักฐานเด็ด FB/Phil Saengkrai
โพสต์ของอาจารย์ ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อาจารย์ระบุว่า ลองคิดง่าย ๆ ในเชิงยุทธศาสตร์ กัมพูชาท้าไทยไปศาลโลก ถ้าเขาไม่ประเมินแล้วว่ามีโอกาส "ชนะ" อยู่บ้าง เขาก็คงไม่กล้าทำ หากข้อต่อสู้ของไทยน่าจะชนะขาดลอยแน่ ๆ ไทยก็แค่ตอบตกลงจะไปศาล ไปเพื่อให้กัมพูชาแพ้แบบขาดลอย ซึ่งก็คงไม่ดีต่อรัฐบาลกัมพูชาหรือนายกฯ ฮุน มาเนต ไม่ใช่แค่ความนิยมจะลด แต่กระแสในประเทศอาจจะตีกลับด้วยซ้ำ

หรือตัวเลขของพื้นที่พิพาทที่กัมพูชาจะไปฟ้องศาลก็ดูเหมือนคิดวางแผนมาอย่างดี คือ 3 ปราสาท บวกพื้นที่ช่องบก ชวนให้คิดว่า กัมพูชาอาจจะประเมินแล้วว่า อย่างน้อยที่สุด เขาน่าจะชนะ 2 ใน 4 หรือ 1 ใน 4 ซึ่งแค่นี้ก็สมประโยชน์แล้ว นำไปสร้างผลทางการเมืองภายในประเทศ สร้างความนิยมต่อได้แล้ว

ผมจึงสันนิษฐานว่า กัมพูชาวางแผนทางกฎหมายมาอย่างดีและยาวนาน อาจจะมีการปรึกษาทนายต่างประเทศที่เชี่ยวชาญการฟ้องคดีในศาลโลกด้วย ซึ่งอาจจะเป็นทีมทนายชุดเดิมที่ให้คำปรึกษาในคดีพระวิหาร มีอาจารย์ชาวฝรั่งเศส ทนายชาวอังกฤษ และทนายชาวอเมริกัน เพราะคุ้นเคยกับหลักฐานดีอยู่แล้ว

ผมลองไปค้นข้อมูลพบว่า รัฐมนตรีคนหนึ่งของกัมพูชาในคณะรัฐมนตรี เคยทำปริญญาเอกกฎหมายระหว่างประเทศกับอาจารย์ชาวฝรั่งเศสในทีม (Sorel) และพบว่า หลังคดีพระวิหาร ได้มีการพระราชทานเครื่องราชฯ ให้ทนายชาวอเมริกัน (Bundy) ซึ่งปัจจุบันอยู่สิงคโปร์ด้วย ซึ่งทั้งสองท่านนี้ มีประสบการณ์ในการฟ้องคดีในศาลระดับระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน

หากจะถามว่ากัมพูชามีไม้เด็ดอะไร คำตอบในวันนี้ ไม่ง่ายเลย

เพราะในคดีเกี่ยวกับดินแดนหรือเขตแดนในศาลโลก ปัจจัยชี้ขาดแพ้ชนะมักจะอยู่ที่พยานหลักฐานเป็นสำคัญ แม้จะมีสนธิสัญญาที่ปักปันเขตแดนไว้แล้ว ก็จะต้องตีความ ซึ่งก็ต้องอาศัยพยานหลักฐานตั้งแต่ชั้นการยกร่าง เอกสารต่าง ๆ ขณะที่ลงนาม เรื่อยมาจนถึงทางปฏิบัติของรัฐภาคีที่เกิดขึ้นหลังจากสนธิสัญญาเริ่มมีผลใช้บังคับ

เหล่านี้ต้องนำมาเป็นเครื่องมือตีความทั้งสิ้น เพื่อโน้มน้าวให้ศาลเชื่อว่าการตีความนั้นถูกต้องเหมาะสม ในการตัดสินคดีของศาลโลก ศาลมีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบว่าข้อต่อสู้หรือพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์หรือจำเลยมีน้ำหนักมากกว่ากัน และพิจารณาเป็นกรณี ๆ ดังนั้น ใครหาหลักฐานได้มากกว่า คุณภาพดีกว่า สามารถเข้าถึงเอกสารโบราณ จดหมายเหตุได้มากกว่า ก็มีโอกาส "ชนะ" คดีมากกว่า

อาจารย์กฎหมายระหว่างประเทศของผม ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานศาลโลก ก็อธิบายไว้แบบนี้ในตำราภาษาญี่ปุ่นปี 2023 หากคดีไปสู่ศาลในช่วงนี้ ศาลก็อาจจะใช้แนวทางนี้ในการวินิจฉัย ดังนั้น ตราบใดที่กัมพูชายังไม่ยื่นฟ้องจริง ๆ เราไม่อาจรู้เลยว่าเขาไปได้หลักฐานเด็ดอะไรมา

แต่สิ่งที่พูดได้แน่ ๆ คือ นักการเมืองระดับสูงของไทยอาจจะต้องระมัดระวังเรื่องการพูดเกี่ยวกับเขตแดนไทยกัมพูชามากยิ่งขึ้น ต้องไม่พูดอะไรในทำนองที่จะทำให้ไทยเสียเปรียบในทางกฎหมาย เพราะคำพูดต่อสาธารณะก็ดี คำพูดกับทางกัมพูชาโดยตรงก็ดี อาจจะมีผลผูกพันประเทศไทย หรืออาจจะถูกนำไปใช้ต่อได้ ต้องระวังไม่ให้คำพูดเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานเด็ดของฝ่ายกัมพูชา

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ