จากกรณีที่ทางการไทยมีมาตรการปรับเวลาเปิด-ปิดด่าน บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาให้สั้นลง ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ได้ความว่า การเข้ามาขอรับการรักษาตัวของชาวกัมพูชากับทางโรงพยาบาล มีจำนวนลดลงนับตั้งแต่ก่อนมีมาตรการปรับเวลาเปิด-ปิดด่าน หรือก่อนมีข้อพิพาทกัน
เนื่องจากชาวกัมพูชาที่เดินทางเข้ามาทางด่านช่องชะงำ จ.ศรีสะเกษ และช่องจอม จ.สุรินทร์ มีช่องทางไปรักษาตัวที่อื่นที่ใกล้และสะดวกกว่า บางครั้งก็ฝากเข้ามารับยาตามหมอสั่ง โดยไม่ได้เดินทางเข้ามาตรวจรักษาด้วยตนเอง
ปัจจุบัน จึงมีเข้ามาขอรับการรักษาน้อย ซึ่งทางโรงพยาบาลก็ยังคงให้การรักษาคนป่วยที่เป็นชาวกัมพูชาตามปกติตามหลักมนุษยธรรม ไม่ใด้มีการหยุดให้การรักษาแต่อย่างใด
ขณะที่ นายสาโรจน์ ลอง และนาสาริน ยอง สามีภรรยาจากกรุงพนมเปญ กัมพูชา คนงานก่อสร้างที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ในรูปแบบคนต่างด้าวมาตรา 59 นำเข้าตาม MOU ตามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา กล่าววว่า ถ้ารัฐบาลกัมพูชาให้กลับประเทศ ก็ยังไม่อยากกลับ เพราะรู้สึกเสียดายงานที่นี่
ทำงานที่ประเทศไทยรายได้ดี มีงานทำทุกวัน และยังมีแรงพอที่จะทำงานหาเงินได้เลี้ยงครอบครัว พร้อมฝากถึงญาติ ๆ ที่กรุงพนมเปญ กัมพูชา ว่าไม่ต้องเป็นห่วง เพราะอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี ประเทศไทย สบายดี
นายสาโรจน์ และนางสาริน กล่าวเพิ่มเติมว่า พวกตนเพิ่งเดินทางมาทำงานที่ จ.อุบลราชธานี ได้ 2-3 เดือน นายจ้างดูแลเป็นอย่างดี ถ้าต้องกลับประเทศบ้านเกิดช่วงนี้ ก็คงเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องขาดรายได้