"กษิต" เตือนไทยอย่าเต้นตามเกม "ฮุน เซน" มองปัญหาตระกูลฮุน ต้นเหตุพิพาทไทย-กัมพูชา

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"กษิต" เตือนไทยอย่าเต้นตาม "ฮุน เซน" กัมพูชาเดินเกมเร็วเพราะเป็นชาติเผด็จการ ดำเนินการรวดเร็ว มองปัญหาตระกูลฮุน ต้นเหตุพิพาทไทย-กัมพูชา

ความเคลื่อนไหวกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ยังเป็นที่จับตาอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ทางการกัมพูชายื่นเรื่องพื้นที่พิพาททั้ง 4 จุดไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก (ICJ) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนอกจากการยื่นเรื่องต่อศาลโลกแล้ว เรายังได้เห็นปฏิบัติการด้านข่าวสารของฝั่งกัมพูชาที่เดินทางไปพบนานาชาติพร้อมกล่าวหาไทยอย่างต่อเนื่อง

ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ไทยจะดำเนินการตั้งรับอย่างไรต่อไป หรือแผนการตั้งรับของไทยนั้นมีประสิทธิภาพเพียงพอแล้วหรือไม่ หรือท่าทีของฝั่งกัมพูชาจะเดินเกมอย่างไรต่อจากนี้

คอนเทนต์แนะนำ
สระแก้วคุมเข้ม! ห้ามพนักงานบ่อนกาสิโน-สถานบันเทิงชาวไทย ข้ามไปกัมพูชา

นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk
นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

รัฐบาลควรอัปเดตคืบหน้าคุยไทย-กัมพูชา ต้องแสดงความยืนยัน “ศาลโลก” ไม่จำเป็น

นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พูดคุยกับ PPTV HD36 ในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า ทั้งไทยและกัมพูชา มีบันทึกช่วยจำ 2 ฉบับด้วยกัน คือ MOU 43 ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย และ MOU 44 ในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร

MOU 43 มีเนื้อหาเกี่ยวกับกรอบการปักปันเขตแดนบนบก 700 กม. ซึ่งในนั้นมีเสาปักปันเขตแดนที่ทำไว้กับฝรั่งเศส ประมาณ 70 เสา ซึ่งมีการค้นพบไปแล้วประมาณ 40 เสา ซึ่งต้องมีการค้นหากันต่อไป

ส่วน MOU 44 เป็นเรื่องข้อพิพาททางทะเลในอ่าวไทย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศต้องออกมาชี้แจงว่าสถานะของเรื่องอยู่ที่ไหน อย่างไร

นายกษิต กล่าวต่อว่า นับตั้งแต่ปี 2543 ถึงปัจจุบัน ไทย-กัมพูชา มีการประชุมเป็นระยะ ช้าบ้าง เร็วบ้าง หายไปบ้าง ก็เป็นเรื่องที่กรมสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศต้องออกมาชี้แจง บอกกับประชาชนว่า มีการคุยกันกี่ครั้งแล้ว คืบหน้าอย่างไรบ้าง

ฉะนั้น การทำงานของ MOU และกลไกการเจรจาต้องดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีข้อยุติ 700 กม.

ทว่าอยู่ ๆ รัฐบาลกัมพูชาโดยสมเด็จฯ ฮุน เซน มาประกาศว่าจะไม่ประชุม แต่จะนำเรื่องไปยังศาลโลก ดังนั้น รัฐฐาลไทยต้องชี้แจงต่อสาธารณชนเสียก่อนว่า การไปศาลโลกของฝ่ายกัมพูชานั้นไม่เข้าท่า ไม่สมเหตุสมผลหรือไม่อย่างไร ในเมื่อทั้งสองฝ่ายมีกรอบการเจรจา และเจรจากันมาตลอด กระทั่งล่าสุดเมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา

นายกษิต กล่าวต่อว่า เมื่อกัมพูชาไปแจ้งที่ศาลโลกแล้ว ด้วยมารยาทและสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองชาติ ก็ควรสำเนาให้เราทราบว่าเขาฟ้องร้องต่อเราอย่างไร ต่อมาเมื่อศาลโลกได้รับคำร้องแล้ว ต้องติดต่อไปสถานทูตไทย ณ กรุงเฮก เพราะ ICJ ตั้งอยู่ที่นั่น เพื่อบอกว่ากัมพูชากล่าวหาอย่างไร สถานทูตไทยก็ควรรายงานกลับมายังกรุงเทพฯ เพื่อให้อยู่ในมือของศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะฯ

ดังนั้น ต้องไปพิจารณาว่ากัมพูชาไปฟ้องร้องอย่างไร และเข้าท่าหรือไม่ เพื่อพิจารณากัน รวมถึงเราต้องแสดงความยืนยันว่า ไม่มีความจำเป็นต้องไปรบกวนศาลโลก เพราะมีการประชุมคืบหน้ากันมาแล้ว

ส่วนผู้รับผิดชอบในการเจรจากับกัมพูชา โดยสามัญสำนึก หลักประเพณีปฏิบัติระหว่างประเทศ ควรเป็นกระทรวงการต่างประเทศ หรืออย่างเก่งคือรองนายกฯ ที่รับผิดชอบด้านความมั่นคง ปัจจุบัน มีนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่เป็นทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง แล้วทำไมไม่ใช่นายภูมิธรรม

เตือนอย่าเต้นตามเกม “ฮุน เซน” เพราะไทยไม่ใช่ชาติเผด็จการ

นายกษิต กล่าวว่า ไทยต้องไปเต้นตามเกมที่ ฮุน เซน ทำหรือไม่? เพราะสิ่งที่เขาออกมาทำนั้นอาจดูไร้เหตุผล หรือเพื่อการเมืองภายใน ก็ไม่ต้องตอบไปทันทีทันควัน ค่อยนั่งพินิจพิจารณาและชี้แจงไปได้ วันนี้เรามี 2 คนที่น่าจะทำงานได้ในนามของรัฐบาลไทย คือ โฆษกทำเนียบรัฐบาล และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้ชี้แจงกันไป

ที่สำคัญคือ ไม่ใช่ต้องตอบโต้ ฮุน เซน และ ฮุน มาเนต แต่ต้องชี้แจงเพื่อเสริมสร้างความเข้าอกเข้าใจให้กับสาธารณชนของไทย และต้องเข้าไปชี้แจงที่รัฐสภา เพราะนั่นเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ให้อธิบายไปเป็นเรื่อง ๆ

นายกษิต กล่าวต่อว่า ทั้งพ่อลูกที่พนมเปญวัน ๆ ไม่ทำอะไร นั่งคิดกันสองคนว่าจะหาเรื่อง สร้างความปั่นป่วนสับสนให้กับประเทศไทยอย่างไร เขาทำได้เพราะเขาเป็นรัฐบาลเผด็จการ สั่งได้พูดได้ทันที ของเราเป็นรัฐบาลผสม มีรัฐสภา ต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เราไม่ได้อยู่ในฐานะอย่างนั้น จะไปเต้นแร้งเต้นกากันทำไม เราต้องทำตัวสุขุม ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำ มอบหมายให้ชัดว่าเรื่องไหนใครรับผิดชอบ

การที่กัมพูชาไปยื่นเรื่องที่ศาลโลก เราไม่จำเป็นต้องตอบสนองทันทีทันควัน เพราะต้องมานั่งคิดกันหลายหน่วยงานว่าจะต้องตอบสนองหรือไม่ หรือจะต้องปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และด้วยเหตุผลอันใด และถ้าความสัมพันธ์ระดับผู้นำดี ไฉนจึงต้องไปทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้นบนเวทีโลก

ย้อนบทบาท “กษิต” สมัยนั้นไทยต้องเข้มแข็ง แนะต้องรู้ทันพ่อ-ลูกเขมร

นายกษิต กล่าวว่า ในสมัยที่ตนรับมือกับกัมพูชาขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น สมัยนั้นมีนัยยะว่ามีการฮั้วกันระหว่างขบวนการการเมือง พรรคการเมืองไทย กับทางฝ่ายฮุน เซน เพื่อบ่อนทำลายเสถียรภาพของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดังนั้นจึงต้องเล่นบทบาทเข้มแข็งในการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐบาลไทยและราชอาณาจักรไทย

สมัยนั้นตนมีอะไรก็พูดโดยตรงทั้งในสภาและนอกสภา เมื่อฝั่ง ฮุน เซน ท้าตนไปที่อาเซียน ตนก็ไป ท้าไปที่ยูเนสโกตนก็ไป ท้าไปที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติตนก็ไป หรือแม้กระทั่งท้าไปที่ศาลโลก ตนก็ไป

ตนเล่นได้ทุกที่ และมีนักกฎหมายและข้าราชการประจำที่ดี รวมถึงนายทหารหลายคนจากกรมแผนที่ทหาร เราทำงานกันเป็นทีม และมักไปหารือที่สำนักงานเลาธิการสภาความมั่นคง ตนทำงานกันเป็นทีม

เพราะฉะนั้น นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร หรือนายทักษิณ ชินวัตร ต้องแต่งตั้งหัวหน้าทีมไทยที่รู้เรื่อง รู้ทัน พูดได้ทันทีทันควัน และสามารถประสานกับทุกหน่วยราชการได้ และสื่อสารต่อประชาชนได้ และตอบโต้พ่อ-ลูกที่พนมเปญ รวมถึงต้องมี Political Sense นิดหนึ่ง

ส่วนการที่คนมองว่ากัมพูชาก้าวนำไทยไป 1 ก้าวอยู่ตลอดแล้วค่อยมาแก้เกม นายกษิต มองว่า เป็นเพราะกัมพูชามุ่งร้ายต่อประเทศไทย และเป็นรัฐบาลเผด็จการ ทำอะไรได้ง่ายกว่า ขณะที่เราเป็นสังคมประชาธิปไตย ต้องมีการประสานงานต่าง ๆ แต่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

“ปัญหาตระกูลฮุน” ต้นเหตุพิพาทไทย-กัมพูชา?

นายกษิต มองว่า เท่าที่รับฟังเกี่ยวกับการเมืองภายในกัมพูชา ณ วันนี้มีปัญหามากมาย

  • ประการแรก สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี ในสายตาของบิดาอย่าง สมเด็จฯ ฮุน เซน นั้น ทำงานไม่ได้เรื่อง ความคุมบริหารสถานการณ์ในประเทศไม่ได้ ทำให้คุณพ่อไม่พอใจ
  • ประการที่สอง มีการเคลื่อนไหวภายในกองทัพกัมพูชา และในแวดวงการเมืองพรรคประชาชนกัมพูชา ว่าทำไมตำแหน่งสำคัญทั้งทางการเมืองและในระบบราชการถึงมักไปยังเครือข่ายตระกูลฮุน แล้วอีก 4-5 ตระกูลที่ร่วมรบกันมาสมัยเขมรแดง ทำไมถึงไม่ได้รับการตอบแทนอย่างเพียงพอ
  • ประการที่สาม เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเท่าที่มี ไม่ว่าจะจากญี่ปุ่นหรืออียู ไม่ได้ลงไปถึงประชาชน คำถามคือเงินจำนวนนี้นั้นหายไปไหน
  • ประการที่สี่ ที่ดินหลายแห่งในกัมพูชาช่วงหนึ่งถูกยึดครองโดยนักธุรกิจเวียดนาม มาถึงปัจจุบันเป็นนักธุรกิจจีน ทั้งที่ทำกินด้านเกษตรและที่ดินในส่วนเมือง ทำให้เกิดสังคมแห่งความเหลื่อมล้ำหรืออภิสิทธิ์ชนขึ้นมา และโดยทั่วไป ทางรัฐบาลฮุน เซน ตลอดมายังไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการจ้างงานได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ชาวกัมพูชานับล้านคนข้ามมาทำงานที่ประเทศไทย และเริ่มมีไปทำงานตะวันออกกลาง แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของกัมพูชานั้นไม่มั่นคง

เพราะฉะนั้น วิธีหันเหความสนใจของกัมพูชาออกไป คือ ต้องหาเรื่องกับประเทศไทย เพราะไม่มีอะไรที่จะมันเท่ากับการทะเลาะกับฝ่ายไทย เพราะย้อนกลับไปที่ประวัติศาสตร์ ย้อนกลับไปยังส่วนอื่น ๆ ได้

ดังนั้น ปัญหาการเมืองภายในของตระกูลฮุน กลายเป็นเครื่องมือ หรือบ่อเหตุของการกระทบกระทั่งระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งที่ตระกูลชินวัตรและตระกูลฮุนนั้นรักกันใกล้ชิด

นอกจากนี้ การทำแบบนี้ยังอาจเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือเป็นการประจานความไม่มีความสามารถของนายทักษิณ ชินวัตร ว่าเมื่อมีเหตุการณ์ขึ้น นายทักษิณ ไม่กล้าพูดกับฮุน เซน ไม่สามารถส่งมอบตอบแทนอะไรเลย ทั้งที่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายเสื้อแดงหรือพรรคเพื่อไทยบางคนที่หนีคดี มีที่ไปแห่งแรกคือ “กัมพูชา”

เหตุนี้ อาจทำให้ฮุน เซน บอกได้ว่าครั้งนั้นฉันดูแลพวกคุณมาตลอด แต่บัดนี้ทำไมทำอะไรให้กับฉันไม่ได้ รวมถึงการขู่ตัดไฟ ก็ทำให้ไปกระทบกับธุรกิจชายแดนกัมพูชา ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนการตัดทางทำมาหากินของตระกูลฮุน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

กินข้าวบ้านแคน

กินข้าวบ้านแคน

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ