นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวภายหลังการประชุม ว่า วันนี้ได้ประชุมเรื่องความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในหลายมิติ ทั้งเรื่องความเร่งด่วนที่ขัดกันทางอาวุธเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงแนวทางการเจรจาเช่นการใช้กลไก JBC เพื่อหาทางออก
ในสัปดาห์ที่แล้ว กรรมาธิการได้ใช้อำนาจตามพรบเลือกของกรรมาธิการ ความจริงเราได้รับความร่วมมือค่อนข้างดีจากพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ และ สมช. ขณะที่หน่วยงานอื่น ๆ ไม่ได้มา ตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียก และหลังจากนี้จะมีการออกหนังสือเรียกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งที่ประชุมได้มีมติแล้วว่าจะให้มาชี้แจงในการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 31 กรกฎาคม
โดยประเด็นหลักในการพูดคุย จะเน้นไปที่เรื่องการคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าสถานการณ์บานปลายมาถึงขณะนี้ ทางนางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สส.สุรินทร์ พรรคภูมิใจ ก็ได้ให้ข้อมูลถึงสถานการณ์ในพื้นที่ ผลกระทบนี้นำไปสู่การอพยพของประชาชน ต้องยอมรับว่า จะพิจารณาอำเภอต่าง ๆ ตามแนวชายแดน ตัวเลขของการเตรียมความพร้อมในการอพยพอาจถึงหลายแสนคน
ส่วนในเรื่องของการใช้กลไกระหว่างประเทศไม่ว่าจะกลไกอาเซียน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ซึ่งเน้นย้ำว่าประเทศไทยต้องเร็ว ประเทศต่าง ๆ ต้องรู้ว่ากัมพูชามีลักษณะพฤติกรรมที่ยั่วยุและก้าวร้าว
เท่าที่ทราบ ทางกัมพูชายื่นเรื่องไปยัง UNSC แล้วเพราะหวังจะช่วงชิงความได้เปรียบ หากนานาประเทศมีข้อมูลที่ถูกต้อง ก็จะรู้ว่ากัมพูชาต้องการให้เกิดความขัดแย้งแบบนี้ต้องการให้มีการรบกันใช้ความได้เปรียบ ราวกับว่าตัวเองเป็นคนที่ถูกรังแกประเทศไทยต้องทำให้นานาประเทศเข้าใจ
ขณะที่เรื่องของโบราณสถาน เราทราบมาว่ามีการตั้งฐานทัพของทางฝั่งกัมพูชาที่เขาพระวิหารซึ่งเป็นมรดกโลก เราต้องพูดตรงไปตรงมาว่าทางกัมพูชาเขาใช้มรดกโลกเป็นเครื่องมือในการป้องกัน หากมีการสู้รบกันและอาวุธของเราไปกระทบและทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวเขาพระวิหาร กัมพูชาก็จะเล่นใหญ่เรื่องนี้และใช้เรื่องนี้เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ศาลโลกตามที่เขาวางแผนเอาไว้
นอกจากนั้นเราได้รับคำแนะนำและเรื่องการเผยแพร่ข้อมูล ในสื่อเรื่องการระบุพิกัดของระเบิด อาจเป็นการทำให้กัมพูชาล่วงรู้ได้ว่าอาวุธที่ยิงมาไม่ตรงเป้าและอาจปรับการยิงใหม่ การนำเสนอข้อมูลต้องนำเสนออย่างระมัดระวัง เขามีทีมคอยเช็คและปรับวิธีใหม่เพื่อให้ยิงได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น
เมื่อถามถึงปฏิบัติการที่ฝ่ายกัมพูชาดูจะพุ่งเป้าไปในพื้นที่ชุมชนและพลเรือน นายรังสิมันต์ ระบุว่า เข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม เราต้องเก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งหมด ไม่ใช่แค่เรื่องการมุ่งเป้าไปที่พลเรือน แต่รวมถึงการที่เขาใช้เขาพระวิหารเป็นเกราะกำบังด้วย
สิ่งสำคัญในวันนี้ เราต้องทำให้นานาอารยประเทศทราบ ให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนในระยะยาว อาจจะต้องมีการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ว่าจะมีมาตรการเยียวยาหรือการดำเนินการต่อไปอย่างไร เบื้องต้น ข้อมูลทั้งหมด ต้องเร็ว และมีการนำเสนออย่างชัดเจน เพื่อให้ประเทศอื่นได้เห็นในสิ่งที่เราเห็น
เมื่อถามถึงกรณีที่มีผู้แทนกัมพูชาประจำ UN ยื่นต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ขอให้นำกรณีการปะทะกันทางทหารและข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา บรรจุเป็นวาระ พร้อมระบุ ฝ่ายทหารไทยเป็นฝ่ายที่เริ่มยิงก่อน
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ด้านหนึ่งเมื่อตนทราบว่า เขามีการเตรียมการไปยื่น ตนไม่ได้ตกใจ เพราะตนย้ำมาเสมอว่า สิ่งที่เขาต้องการ คือการใช้กลไกระหว่างประเทศในการเล่นงานเรา และการที่เขาจะบรรลุเป้าหมายได้ เขาต้องทำตัวเป็นเหยื่อ และต้องบอกว่าไทยรังแกโจมตีเขาก่อน ซึ่งมันไม่เป็นความจริง
ดังนั้น เราจะพบว่า กรณีที่เกิดขึ้นปุ๊บ แล้วเขาพร้อมยื่นทันที ราวกับมีการเตรียมการในการยื่นเรื่องมาล่วงหน้าแล้วหลายวันหลายเดือน จากการที่กัมพูชามาด้วยท่าทีแบบนี้ เท่าที่ตนมีการพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงทุกระดับ ทุกคนรู้ว่าฝ่ายกัมพูชาต้องการอะไร เล่นเกมแบบไหน
แต่เราต้องยอมรับว่า เขาไม่ได้สนใจว่า ชีวิตมนุษย์ หรือชาวบ้านตามแนวชายแดนจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เขาต้องการคือ เขาจะสามารถใช้กลไกในการดำเนินข้อพิพาทเรื่องนี้ ขึ้นสู่ศาลโลกได้หรือไม่ และทำให้ประเทศไทยเสียหายในสายตาประเทศอื่น
และหากพูดกันตรงไปตรงมา ฮุน เซน อายุเยอะแล้ว เขาคงคิดว่านี่คือมรดกที่เขาอยากจะแสดงต่อทุกคน ให้เห็นว่าเขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง แต่บางทีหากเราทำเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน เราอาจจะเห็นทรราช ผ่านการกระทำของเหตุการณ์ในวันนี้ได้
ดังนั้น ประเทศไทยต้องรวบรวมข้อมูล ตนยืนยันว่า ไม่ใช่เราห้ามการตอบโต้ เราต้องตอบโต้ ปกป้องผืนแผ่นดินไทย แต่ด้วยวิธีการ เราต้องบรรลุเป้าหมายในการชนะภาพรวมทั้งหมด และต้องไม่ทำให้กัมพูชาได้ในสิ่งที่ต้องการ ทำให้โลกอยู่ข้างไทยไม่ใช่กัมพูชา
เมื่อถามถึงการโจมตีทางโซเชียลมีเดีย นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ต้องยอมรับว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญในการรับมือ คือเราต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลข่าวสารที่เขามีปฏิบัติการออกมา คงต้องช่วยกัน
รวมถึงเรื่องพิกัดต่าง ๆ ก็ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะเป็นห่วงว่าจะไปเปิดเผยพิกัด และทำให้เขาอาจจะมีการปรับในการยิงใหม่ กระทบถึงชีวิตของผู้ปฏิบัติในแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน หรือทหาร