นับตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 68 เกิดเหตุปะทะอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์ กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้รายงานผ่านศูนย์ปฏิบัติการในพื้นที่ว่า มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของระบบยิงจรวดหลายลำกล้องจากฝั่งกัมพูชาในรัศมีใกล้แนวปะทะ
หนึ่งในอาวุธที่ถูกระบุว่าอาจมีความเสี่ยงหากถูกใช้งานจริง คือ “PHL-03” ซึ่งเป็นระบบยิงจรวดที่มีระยะยิงไกลกว่าอาวุธสนับสนุนทั่วไปหลายเท่าตัว และสามารถปฏิบัติการได้ในระยะเวลาอันสั้น
PHL-03 คืออะไร ทำไมถึงต้องเฝ้าระวัง?
PHL-03 เป็นระบบจรวดหลายลำกล้องขนาด 300 มิลลิเมตร ติดตั้งบนรถล้อยางขับเคลื่อน 8 ล้อ ออกแบบโดยสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีการรบของประเทศจีน (Norinco) โดยอ้างอิงดีไซน์ภายนอกมาจาก BM-30 Smerch ของสหภาพโซเวียต โดยเจ้า PHL-03 นั้นถูกใช้งานมาตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปัจจุบัน
บทบาทหลักของ PHL-03 คือการโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ เช่น การรวมพลของกองกำลังขนาดใหญ่ สนามบิน ศูนย์บัญชาการ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการสนับสนุนต่าง ๆ รวมถึงสามารถใช้ในการปฏิบัติภารกิจยิงตอบโต้กับปืนใหญ่ของฝ่ายตรงข้าม (Counter-Battery Fire) ได้ด้วย
สำหรับจรวดของ PHL-03 นั้นมีระบบควบคุมการยิงแบบคอมพิวเตอร์ (FCS) ซึ่งรวมระบบระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม GPS GLONASS และ BeiDou โดยมีจำนวนท่อยิงทั้งหมด 12 ท่อ ซึ่งประเภทของจรวด PHL-03 ประกอบด้วย
- BRC3 หัวรบลูกปราย ระยะยิง 70 กิโลเมตร
- BRC4 หัวรบลูกปราย ระยะยิง 130 กิโลเมตร
- BTE2 หัวรบระเบิดแรงสูง ระยะยิง 130 กิโลเมตร
- BRE3 หรือ FD140A (Fire Dragon 140A) หัวรบนำวิถีแม่นยำสูง ระยะยิง 130 กิโลเมตร
สำหรับอัตราการยิง PHL-03 สามารถยิงจรวดทั้ง 12 นัดได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที ด้วยพิสัยยิงไกลครอบคลุมพื้นที่หลายตำบลในเขตชายแดน และความเร็วในการโจมตีแบบพร้อมกันหลายลูก (salvo fire) ทำให้อาวุธชนิดนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ขีปนาวุธระยะกลางแบบอิ่มเป้าหมาย” หรือ Saturation Attack System
โดยในเดือนตุลาคม ปี 2020 มีรายงานว่าจีนได้พัฒนาหัวรบประเภทใหม่ที่ไม่ระบุรายละเอียด ซึ่งอ้างว่ามีพิสัยทำการไกลถึง 160 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม จีนเตรียมปลดประจำการระบบจรวดหลายลำกล้องรุ่นนี้ และแทนที่ด้วย PHL-16 ที่ใหม่กว่า ซึ่งเข้าประจำการตั้งแต่ปี 2019 ถึงปัจจุบัน
เคยใช้รบไหม? ประเทศไหนใช้บ้าง?
PHL-03 เคยถูกนำมาใช้ในการรบจริงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นั่นคือ “สงครามทิเกรย์” ซึ่งเป็นความขัดแย้งทางทหารที่รุนแรงในประเทศเอธิโอเปีย ระหว่างกองกำลังรัฐบาลกลางเอธิโอเปียและกลุ่มกบฏในภูมิภาคทิเกรย์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2020
โดยในปัจจุบัน PHL-03 มีการใช้งานใน 4 ประเทศทั่วโลกเท่านั้น ได้แก่ จีน 175 คัน โมร็อกโก 36 คัน เอธิโอเปีย 4 คัน และ กัมพูชา 6 คัน
ไทยยกระดับการแจ้งเตือน – วางแผนพร้อมตอบโต้
กองทัพไทยได้ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่แนวชายแดนหลังตรวจพบการขนย้ายระบบอาวุธที่มีลักษณะสอดคล้องกับ PHL-03 เข้าสู่พื้นที่ห่างจากเส้นแบ่งเขตแดนไม่เกิน 20 กิโลเมตร โดยในเบื้องต้นยังไม่พบการใช้งานจริง แต่อย่างไรก็ตาม กองทัพได้ดำเนินการดังนี้
- สั่งเตรียมความพร้อมของหน่วยปืนใหญ่ประจำการและระบบตอบโต้ทางอากาศในพื้นที่
- ประสานงานกับฝ่ายพลเรือนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเตรียมแผนอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
- ใช้ระบบตรวจจับความร้อนและการเคลื่อนไหว (thermal and movement sensors) สำหรับเฝ้าระวังการยิงจรวดจากระยะไกล
มาตรการเหล่านี้ถูกบังคับใช้ทันทีหลังเหตุปะทะเริ่มต้น เพื่อรับมือกับสถานการณ์หากอาวุธดังกล่าวถูกนำมาใช้จริงในแนวรบ
PHL-03 ไม่ใช่เพียงอาวุธสนับสนุน แต่มีกำลังเทียบเท่าอาวุธยุทธศาสตร์ แม้จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มขีปนาวุธนำวิถีโดยตรง แต่ PHL-03 ถูกพิจารณาว่าเป็นอาวุธที่มีขีดความสามารถในระดับยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในบริเวณใกล้กับพื้นที่พลเรือน หากมีการยิงเข้ามาในเขตชุมชน อาจสร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานได้ในวงกว้าง
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของอาวุธลักษณะนี้ต้องได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิด
หมายเหตุสำหรับประชาชน หากอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โปรดติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และหากพบการเคลื่อนไหวผิดปกติของอาวุธขนาดใหญ่หรือเสียงการระดมยิงผิดปกติ โปรดรายงานเจ้าหน้าที่ทันที รวมถึงหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพหรือเผยแพร่การเคลื่อนไหวของกำลังทหารขณะเกิดเหตุ เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย