เมื่อคืนไม่มีเหตุรุนแรง
วันที่ 31 ก.ค. 68 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงดึกเมื่อคืนวันพุธที่ 30 ก.ค. 68 ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 21.00 น. จนถึงช่วงเช้าวันที่ 31 ก.ค. 68 เวลา 07.00 น. ยังไม่มีรายงานเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในทุกพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน
เวลา 11.50 น. "กองทัพบก" แจงกรณี "ปราสาทตาควาย" ยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้ทั้งหมด 100% แต่ยืนยันว่า ขณะนี้สามารถยึดพื้นที่ได้มากกว่าก่อนเกิดเหตุปะทะ โดยมีข้อจำกัดหลายประการที่ต้องคำนึงถึงในการปฏิบัติการ
กัมพูชาขอไทยส่งตัวทหารคืน
จากกรณีเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า สามารถควบคุมตัวทหารกัมพูชาไว้ได้จำนวน 18 นายจากเหตุการปะทะในพื้นที่ซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
ล่าสุดวันที่ 31 ก.ค. 68 เวลา 08.00 น. ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีดังกล่าว โดยเปิดเผยว่า กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับไทยเพื่อขอส่งตัวทหารเหล่านั้นคืน
ฮุน มาเนต ระบุว่า “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารภาคของกัมพูชา ได้ติดต่อกับฝ่ายไทยอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่า ทหารของเราจะกลับมาโดยเร็วที่สุด”
“นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพบกกัมพูชายังได้ร้องขอให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพมาเลเซีย ในฐานะผู้ประสานงานและติดตามการหยุดยิง ร้องขอให้กองบัญชาการกองทัพบกไทยช่วยอำนวยความสะดวกในการปล่อยตัวทหารของเราโดยเร็วที่สุด”
“ผมหวังว่า กองทัพบกไทยจะส่งกำลังพลของเราทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพบกไทยในปัจจุบันกลับกัมพูชาโดยเร็วที่สุด”
ขณะที่ในการแถลงสถานการณ์ไทย-กัมพูชาประจำวัน โดย พลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ในบรรดากองกำลังกัมพูชา 21 นายที่ถูกไทยควบคุมตัวไว้ กัมพูชาได้รับศพทหาร 1 นายแล้ว ขณะที่อีก 20 นายยังคงถูกไทยควบคุมตัวไว้
โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “ในบรรดากองกำลังกัมพูชา 21 นายที่อยู่ภายใต้การควบคุมของไทย เราได้รับศพทหาร 1 นายแล้ว และอีก 20 นายยังไม่ได้รับการส่งตัวกลับประเทศ”
ต่อประเด็นนี้ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า กองทัพบกดูแลทหารกัมพูชาอย่างดี ให้อาบน้ำ แปรงฟัน หาอาหารให้ทาน ดูแลอย่างดี เพราะมีทหารที่ปกติและได้รับบาดเจ็บ ก็ได้ดูแลรักษา
แจงปมระเบิด MK-84
จากกรณีสื่อกัมพูชารายงานว่า ตรวจพบวัตถุระเบิดทางอากาศชนิด MK-84 ตกใส่บ้านเรือนประชาชน ซึ่งเป็นผลจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศโดยเครื่องบิน F-16 หรือ Gripen ของไทยนั้น
ล่าสุดศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วว่า
1. ปฏิบัติการทางอากาศของไทยเป็นไปอย่างแม่นยำ มุ่งสู่เป้าหมายทางทหารที่ตรวจสอบและยืนยันแล้ว ไม่มีการโจมตีพื้นที่พลเรือนตามหลักสากลว่าด้วยการป้องกันตนเองและเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
2. ลักษณะของระเบิดที่พบในฝั่งกัมพูชา อยู่ในสภาพเก่าและขึ้นสนิมอย่างชัดเจน มีลักษณะคล้ายถูก “ขุดขึ้นมาจากใต้ดิน” มากกว่าการตกจากอากาศ ความลึกของหลุมและทิศทางการวาง ไม่สอดคล้องกับแรงปะทะจากการทิ้งระเบิดทางอากาศ
3. จากการตรวจสอบภารกิจล่าสุด ฝูงบิน F-16 และ Gripen ทิ้งระเบิดเป้าหมายทางทหารก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะมีผล ลูกระเบิดทำงานสมบูรณ์ และตรวจสอบซากได้ครบถ้วน
รพ.สรรพสิทธิประสงค์ แจงยังรักษาผู้ป่วยกัมพูชา ตามหลักมนุษยธรรม
โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แถลงการณ์ เกี่ยวกับหนังสือแจ้งเวียนภายในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เรื่องขอยกเลิกการปฏิบัติงานชั่วคราวของผู้ช่วยสื่อสารภาษากัมพูชาและการให้บริการผู้ป่วยชาวกัมพูชา จากประเด็นการเผยแพร่ภาพและข้อความที่เกี่ยวข้องกับหนังสือแจ้งเวียนภายในโรงพยาบาล เรื่อง "การยกเลิกการปฏิบัติงานชั่วคราวของผู้ช่วยสื่อสารภาษากัมพูชาและการให้บริการผู้ป่วยชาวกัมพูชา" และมีการแชร์ตามสื่อโชเชียล ต่างๆ ทำให้เกิดการสื่อสารคลาดเคลื่อน ทางโรงพยาบาลจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้
- โรงพยาบาลให้การดูแลผู้ป่วยกัมพูชา เป็นไปตามหลักมนุษยธรรม
- ผู้ป่วยรายเติมที่ยังนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ให้บริการโดยปกติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อความปลอดภัย
- งดรับยาแทน เนื่องจากมีข้อจำกัดการจัดส่งยาข้ามแดน ทำให้มียาตกค้างจำนวนมาก
- ผู้ป่วยกัมพูชารายใหม่ พร้อมให้บริการตามหลักมนุษยธรรม โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน
- โรงพยาบาลคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ ญาติ และบุคลากรโรงพยาบาล
- โรงพยาบาลคำนึงถึงความปลอดภัยของสถานที่และบริเวณใกล้เคียง ภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน
- การให้บริการของโรงพยาบาลในสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน ทำให้ต้องปรับการให้บริการที่ไม่เร่งด่วน บางประการลง เช่น การเลื่อนผ่าตัดกรณีที่ไม่ฉุกเฉิน งดบริการคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ (SMC Premium) ซึ่งเป็นการบริหารทรัพยากรภายในเพื่อปรับภารกิจและรูปแบบการให้บริการ
- การปฏิบัติงานของผู้ช่วยสื่อสารภาษากัมพูชา (ล่าม)
- งดปฏิบัติงานชั่วคราว เนื่องจากมีผู้ป่วยชาวกัมพูชาจำนวนน้อยมาก เพื่อความปลอดภัย
จับโป๊ะ! วัตถุคล้ายทุ่นระเบิด PMN-2 รอบปราสาทตาควาย
มีกรณี ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Pheara Sarat” นักข่าวชาวกัมพูชา ไปถ่ายรูปกับทหารกัมพูชาที่ตัวปราสาทตาควายเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2568 แต่มีคนสังเกตว่า ในรูปดังกล่าวมีวัตถุคล้ายทุ่นระเบิด PMN 2 ที่ทหารไทยเหยียบจนต้องสูญเสียอวัยวะใช่หรือไม่ โดยวัตถุคล้ายทุ่นระเบิด PMN 2 ดังกล่าว ถูกวางพิงไว้บริเวณฐานปราสาทตาควาย จำนวน 4-5 ลูก อยู่ในสภาพดี
อย่างไรก็ตามจากภาพที่มีการเผยแพร่ดังกล่าว หากเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 จริง ทางกัมพูชา คงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เคยใช้ทุ่นระเบิดชนิดนี้ อย่างที่มีการปฏิเสธมาโดยตลอด
ไทย-กัมพูชายังไม่มีฝ่ายใดยึด “ปราสาทตาควาย”
31 ก.ค. 68 มีกระแสข่าวว่ากัมพูชายึดปราสาทตาควายได้แล้ว
11.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า กองทัพบก แถลงกรณีข่าวไทยสูญเสียการควบคุม "ปราสาทตาควาย" ให้แก่กัมพูชา ว่าไม่เป็นความจริง ยืนยันทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชายังไม่มีฝ่ายใดยึดครองปราสาทดังกล่าวได้
เนื่องจากข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลอยู่ในขณะนี้ ทำให้ทหารของทั้งสองฝ่ายควบคุมพื้นที่คนละด้านของโบราณสถาน ซึ่งฝ่ายไทยยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงและเคารพกติกาสากลอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการดำเนินการทางทหารในพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม
แถลง ศบ.ทก. ยันชายแดนไทย-กัมพูชาโดยรวมยังสงบ พร้อมให้ความร่วมมือตามข้อตกลงหยุดยิง
ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. ได้แถลงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ทำเนียบรัฐบาล นำโดย พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก.ด้านความมั่นคง นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และ นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์ตามแนวชายแดน ยังอยู่ในความสงบ โดยมีการตรวจพบการใช้โดรนของฝ่ายกัมพูชา แต่ยังเป็นการตรึงกำลัง
ส่วนการเข้ามาสังเกตการณ์ไทย-กัมพูชา ของทหารมาเลเซีย พลเอกดาโต๊ะ โมฮัมหมัด นิซัม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเลเซีย ได้เข้าหารือกับแม่ทัพภาคที่ 1 และ 2 เมื่อวันที่ 29-30 กรกฎาคม โดยไทยยืนยันว่า ฝ่ายไทย ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด และยินดีให้การสนับสนุนการสังเกตการณ์ เพื่อนำไปสู่สันติภาพ
ขณะที่ นางมาระตี กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมได้เชิญผู้ช่วยทูตทหาร ลงพื้นที่ในวันพรุ่งนี้ 1 สิงหาคม 2568 เพื่อให้ข้อเท็จจริงไปสู่แต่ละประเทศอย่างกว้างขวาง คำนึงถึงความปลอดภัย ยันไทยไม่ใช่ผู้โจมตีก่อนจึงต้องรอเวลา ฝ่ายไทยจะไม่สร้างภาพลวง ให้ข่าวบิดเบือดแบบฝ่ายกัมพูชากล่าวหาไทย เน้นสื่อสารสะท้อนความจริง เพื่อให้เกิดการสื่อสารไปทั่วโลกได้
โดยประเด็นทหารกัมพูชาผู้ถูกควบคุมตัว 20 นาย เป็นเหตุจากการยอมจำนนเพราะกระสุนหมด ถูกส่งดำเนินคดีตามกฎหมายเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมาอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย
ส่วนผู้ถูกควบคุมตัวที่บาดเจ็บ ก็ถูกส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลใน จ.สุรินทร์ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงดูแล
กัมพูชาส่งจดหมายเชิญ “พล.อ.ณัฐพล” ร่วมประชุม GBC อย่างเป็นทางการ
เชิญร่วมการประชุม GBC อย่างเป็นทางการ
กระทรวงกลาโหมกัมพูชา โพสต์ภาพจดหมายเชิญ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 4 ส.ค. นี้
โดย พลจัตวา บุญ เอ็ง พิเซต รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานผู้ช่วยทูตทหาร สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจำราชอาณาจักรไทย ส่งจดหมายถึง พันเอก กรวรานนท์ กลั่นพรมสุวรรณ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ
ความว่า “ข้าพเจ้าขอแสดงความชื่นชมยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติที่จะแจ้งให้ท่านทราบว่า หนังสือเชิญจาก พลเอก เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ถึง พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัยวิสามัญของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา”
ขอเปลี่ยนที่ประชุม ไม่ไปกัมพูชา!
ต่อมา พลเอก ณัฐพล ได้ส่งจดหมายตอบรับคำเชิญ ระบุถึง พลเอก เตีย เซ็ยฮา ว่า “จากกรณีหนังสือลงวันที่ 30 ก.ค. 2568 ในนามของกระทรวงกลาโหม ราชอาณาจักรไทย ข้าพเจ้าขอแสดงความขอบคุณสำหรับคำเชิญที่ส่งถึงข้าพเจ้าและคณะผู้แทนไทยในการประชุมสมัยพิเศษของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 4 ส.ค. 2568 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา”
“ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมการประชุม GBC ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เราได้ร่วมกันพิจารณาหาแนวทางในการลดความตึงเครียดและแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของเราในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ ความเคารพซึ่งกันและกัน และการมีเพื่อนบ้านที่ดี ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ไม่เพียงแต่ต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนเท่านั้น แต่ยังช่วยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณแห่งภูมิภาคอาเซียนโดยรวมอีกด้วย”
“อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์อันละเอียดอ่อนในทั้งสองประเทศ ข้าพเจ้าจึงอยากให้มีการจัดการประชุมขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย แม้ว่าจะเป็นที่ทราบกันดีว่าโดยปกติแล้ว การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทวิภาคีจะดำเนินการแบบหมุนเวียน และล่าสุดประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ แต่การประชุมที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้เป็นการประชุมที่มีลักษณะพิเศษ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่าการจัดการประชุมในสถานที่ที่เป็นกลางน่าจะเป็นการเหมาะสม ประเทศไทยได้แจ้งเรื่องนี้กับมาเลเซียแล้ว และทราบว่ามาเลเซียพร้อมที่จะจัดสถานที่สำหรับการเจรจาครั้งสำคัญนี้”
“นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากจำนวนและความร้ายแรงของปัญหาที่ต้องพิจารณา ข้าพเจ้าเชื่อว่าการประชุม 1 วันตามที่เสนอไว้ในตอนแรกอาจไม่เพียงพอต่อการหารืออย่างครอบคลุม ดังนั้นจึงเสนอให้จัดการประชุมในช่วงวันที่ 4-7 ส.ค. 2568 โดยมีกำหนดการเบื้องต้นดังต่อไปนี้”
- 4-6 ส.ค. การประชุมเลขาธิการ
- 7 ส.ค. การประชุมพิเศษของ GBC
“ข้าพเจ้าหวังว่าท่านจะพิจารณาข้อเสนอเหล่านี้ด้วยความเต็มใจ และยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และมองไปข้างหน้าเพื่อผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จของการประชุม”
สมศักดิ์ ปัดไทยปฏิเสธรักษาคนกัมพูชา เผยไทยจิตใจสูงส่งกว่าบางประเทศ
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่โรงบาลไทยปฏิเสธการรักษาชาวกัมพูชานั้น นายสมศักดิ์ยืนยันว่า ไม่มี และในขณะนี้ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ. อุบลราชธานี มีแต่คนไข้ในที่เป็นชาวกัมพูชาที่มารักษาตัวอยู่แล้ว และไม่ได้มีการไล่ออกจากโรงพยาบาลแต่อย่างใด และยังดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยไม่มีปัญหาอะไรเช่นกัน
แต่กรณีที่เราให้มีการหยุดปฏิบัติที่นั้นเป็นกรณีของชาวกัมพูชาที่มาทำงานในโรงพยาบาล โดยทำหน้าที่ในการเป็นล่ามช่วยแปลภาษา โดยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว และเหตุที่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวนั้น สืบเนื่องมาจากกรณีมีโดรนมาบินอยู่บริเวณด้านบนโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตนได้รับรายงานมาจากผู้อำนวยการโรงพยาบาล และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องระมัดระวังและป้องกัน อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของชาวกัมพูชาที่มาทำงานอยู่ในประเทศไทย เราก็หวั่นว่าชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล อาจจะถูกทำร้ายได้ ซึ่งโดรนที่บินมาเราก็ไม่รู้ว่าเป็นของใคร และเราไม่สามารถไปตรวจสอบได้ เราจึงต้องสร้างความปลอดภัย
ส่วนชาวกัมพูชาที่ถูกสั่งให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่นั้นขณะนี้มีจำนวน 8-9 คน และปัจจุบันยังไม่มีบุคคลที่จะเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาล รวมถึงโรงพยาบาลไม่ได้หยุดการรักษาแต่อย่างใดแม้ไม่มีผู้คนเข้ามา
"ถ้าเป็น ผู้ป่วยฉุกเฉินก็รับได้ เพราะเป็นไปตามหลักของมนุษยชน เราไม่สามารถไปทำพิเรนทร์ๆ อะไรที่เป็นกฎหมายสหประชาชาติ ในการที่จะทำให้ ประเทศไทย อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นประเทศที่มีจิตใจสูงส่งกว่า ประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ พร้อมยืนยันว่าอะไรที่ไม่ได้อยู่ในหลักมนุษยชนเราไม่ทำอยู่แล้ว" นายสมศักดิ์กล่าว ส่วนหากมีทหารกัมพูชามาขอรักษาในโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลจะ รักษาได้หรือไม่ นายสมศักดิ์ระบุว่าถ้าเป็นฉุกเฉินก็ไม่เป็นไร และอย่าไปคิดว่าเป็นทหารหรือไม่เป็นทหาร และอย่าจำกัดสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น แต่นายสมศักดิ์ได้ตั้งคำถามกลับไปว่าแล้ว เขาจะมาได้อย่างไร เขาข้ามชายแดนมาก็โดนจับ
ส่วนกรณีของชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลที่มีการระงับให้หยุด ปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เป็นเพราะว่ากลัวเป็นสายลับหรือไม่ นายสมศักดิ์ รับว่า ใช่ก็เป็นอีกทางหนึ่ง ตนอยากให้เป็นเรื่องนี้จบก่อน หลังจากมีการเจรจาในวันที่4สิงหาคมนี้ และผลการเจรจา การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) จะเป็นอย่างไร หากบรรยากาศเรียบร้อยดีก็ว่ากันใหม่ ซึ่งเราต้องฟังในส่วนของกลาโหมเป็นหลักและให้กลาโหมนำและเราก็ต้องปฏิบัติตาม
เบรกส่งตัว 18 ทหารเขมรกลับ เหตุยังซักถามไม่เสร็จ เตรียมส่งไปก่อน 2 นาย
แหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 ระบุถึงการส่งตัวทหารกัมพูชา จำนวน 20 นาย ในวันที่ 1 ส.ค. เวลา 10.00 น. ว่า เบื้องต้น ได้ประสานไปทางฝั่งกัมพูชาว่าจะส่งให้ 2 นาย โดย 1 นาย ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการรักษาเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีก 1 นาย เป็นผู้ป่วยจิตเวช ส่วนทหารกัมพูชา จำนวน 18 นาย ต้องขอเลื่อนส่งตัวออกไปก่อนเนื่องจากอยู่ระหว่างการซักถามยังไม่แล้วเสร็จ หากดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วจะนัดหมายการส่งตัวให้กัมพูชาอีกครั้ง
สรุปสถานการณ์
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 (ณ เวลา 14.00 น.)
1. ตรวจพบการเพิ่มเติมกำลังและเสริมความมั่นคงของกำลังประเทศกัมพูชา ในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา
2. ตรวจพบการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรนไม่ทราบฝ่าย ไม่ทราบชนิด) บินตรวจการณ์ที่ตั้งการวางกำลังของฝ่ายเราในหลายพื้นที่ ได้แก่ ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, พื้นที่ภูมะเขือ, สัตตะโสม, ปราสาทโดนตรวล, ภูผี อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ, ช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ และ ช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
3. การดำเนินการต่อผู้ถูกควบคุมตัว ซึ่งเป็นทหารกัมพูชาที่ยอมจำนน ในพื้นที่ช่องซำแต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จำนวน 20 นาย ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายในความผิดฐาน “เข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย” ต่อพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจ สำหรับผู้บาดเจ็บ จำนวน 2 นาย ได้ส่งตัวเข้ารับการรักษาพยาบาลที่ รพ.ค่ายวีรวัฒน์โยธิน อ.เมือง จ.สุรินทร์
สำหรับกรณีการวางกำลังควบคุมพื้นที่โดยรอบปราสาทตาควาย ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้อย่างเท่าเทียม สำหรับพื้นที่บริเวณลานด้านหน้าปราสาทตาควายซึ่งเดิมทั้งสองฝ่ายใช้เป็นที่พัก และเป็นพื้นที่ซึ่งประชาชนทั้งสองประเทศเคยใช้เพื่อการท่องเที่ยว
โดยปัจจุบันเชื่อว่ามีการนำทุ่นระเบิด PMN-2 ที่เคยทำร้ายทหารไทยในพื้นที่ช่องบกและช่องอานม้ามาวางเอาไว้ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาว่า นอกจากนั้น การที่ฝ่ายกัมพูชานำกำลังเข้าไปวางในโบราณสถานปราสาทตาควาย ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน
สรุปสถานการณ์ผู้ได้รับผลกระทบ (ยอดสะสมถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568)
พลเรือน
- เสียชีวิต: 17 ราย
- บาดเจ็บสาหัส: 12 ราย
- บาดเจ็บปานกลาง: 13 ราย
- บาดเจ็บเล็กน้อย: 13 ราย
- รวม 55 ราย
ทหาร
- เสียชีวิต: 15 นาย
- บาดเจ็บ: 196 นาย
- รวม 211 นาย
การอพยพประชาชน ดำเนินการสนับสนุนส่วนราชการจังหวัดในการอพยพประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัย ไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือน พื้นที่ตอนในทั้ง 4 จังหวัดอย่างต่อเนื่อง รายละเอียดดังนี้
- จ.บุรีรัมย์ อพยพเข้าพื้นที่รวบรวมพลเรือน 1 จุด 15,131 คน
- จ.สุรินทร์ อพยพเข้าพื้นที่รวบรวมพลเรือน 148 จุด 57,547 คน
- จ.ศรีสะเกษ อพยพเข้าพื้นที่รวบรวมพลเรือน 233 จุด 48,621 คน
- จ.อุบลราชธานี อพยพเข้าพื้นที่รวบรวมพลเรือน 71 จุด 23,035 คน
ปัจจุบัน ประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยเข้าพื้นที่รวบรวมพลเรือนแล้ว 144,334 คน ไม่มีพื้นที่ของประชาชนที่ได้รับเสียหายเพิ่มเติม ไม่มีประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพิ่มเติม
จิตอาสาพระราชทาน ดูแลและช่วยเหลือประชาชน ในพื้นที่ 4 จังหวัด อำนวยความสะดวกประชาชนในศูนย์พักพิงชั่วคราว และช่วยขนย้ายสิ่งของ รวมทั้งช่วยในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้ประชาชนได้รับทราบ ในพื้นที่ 4 จังหวัด ประกอบด้วย
- จ.บุรีรัมย์ จัดจิตอาสาช่วยเหลือประชาชน จิตอาสา 904 19 นาย จิตอาสาพระราชทาน จิตอาสาภาคประชาชน 300 นาย รด.จิตอาสา 22 คน
- จ.สุรินทร์ จัดจิตอาสาช่วยเหลือประชาชน จิตอาสา 904 30 นาย จิตอาสาพระราชทาน จิตอาสาภาคประชาชน 500 นาย รด.จิตอาสา 20 คน
- จ.ศรีสะเกษ จัดจิตอาสาช่วยเหลือประชาชน จิตอาสา 904 12 นาย จิตอาสาพระราชทาน จิตอาสาภาคประชาชน 500 นาย รด.จิตอาสา 28 คน
- จ.อุบลราชธานี จัดจิตอาสาช่วยเหลือประชาชน จิตอาสา 904 68 นาย จิตอาสาพระราชทาน จิตอาสาภาคประชาชน 1,360 นาย รด.จิตอาสา 160 คน
รวมทั้งสิ้น จิตอาสา 904 129 นาย จิตอาสาพระราชทาน จิตอาสาภาคประชาชน 2,660 และ รด.จิตอาสา 230 นาย
การจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ในพื้นที่ 4 จังหวัด จ.บุรีรัมย์ มีโรงครัวพระราชทาน 1 แห่ง รถประกอบอาหาร 2 คัน และมีร้านอาหารเอกชน ณ สนามช้างอารีน่า รวมข้าวกล่องสะสม วันที่ 24 – 31 ก.ค. 68 จำนวน 80,000 กล่อง จ.สุรินทร์ โรงครัวพระราชทาน 3 แห่ง รถประกอบอาหาร 4 คัน จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลอีสานวิทยาเขตสุรินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ณ โรงเรียนโสตศึกษา ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท รวมข้าวกล่องสะสม วันที่ 24 – 31 ก.ค. 68 43,885 กล่อง
จ.ศรีสะเกษ โรงครัวพระราชทาน 1 แห่ง รถประกอบอาหาร 3 คัน ณ วิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ ต.จานใหญ่ อ.กันทรลักษ์ รวมข้าวกล่องสะสม วันที่ 25 – 31 ก.ค. 68 จำนวน 62,000 กล่อง, จ.อุบลราชธานี โรงครัวพระราชทาน 11 แห่ง 1 แห่ง ณ ที่ว่าการอำเภอเดชอุดม รถประกอบอาหาร จำนวน 3 คัน อีก 10 แห่ง ณ จุดพักพิงชั่วคราว รวมข้าวกล่องสะสม วันที่ 25 – 31 ก.ค. 68 จำนวน 72,6200 กล่อง รวมทั้งสิ้นข้าวกล่อง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ตั้งแต่ วันที่ 24 – 31 ก.ค. 68 จำนวน 262,085 กล่อง
ประกาศแจ้งเตือนประชาชน
สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมการดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน ที่กำหนด โดยเฉพาะในด้านการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและการเยียวยาความเสียหาย แต่ต้องดำเนินการทำพื้นที่ให้ปลอดภัย จากเหตุกระสุนและวัตถุระเบิดตกค้างในพื้นที่พลเรือนให้แล้วเสร็จเป็นอันดับแรก
ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 จะประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานภาครัฐทุกระดับอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การสนับสนุนให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเป็นไปอย่างเหมาะสม ทั่วถึง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับการเดินทางกลับภูมิลำเนาขอให้ติดตามข่าวสารจากทางราชการ ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ