จากกรณีในโลกออนไลน์มีการเผยแพร่บทความที่อ้าง ถึงเรื่องราวของ น.ส.เลสลีย์ (นามสมมติ) พยาบาลสาวชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเคยทำงานดูแลคนไข้โรคเอดส์ระยะสุดท้ายในวัดพระบาทน้ำพุ ระหว่าง พ.ศ. 2546-2547 โดย น.ส.เลสลีย์ มีประสบการณ์การทำงานมากว่า 15 ปีในขณะนั้น จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยด้านจิตวิทยาและปรัชญา งานประจำวันของเธอรวมถึงการเอกซเรย์ ตรวจเลือด จัดทำแฟ้มและรายชื่อผู้ป่วย โดยเธอได้ควักเงินส่วนตัวซื้ออุปกรณืให้ผู้ป่วย เนื่องจากอุปกรณ์จำเป็นหลายอย่างขาดแคลน
ช่วงหนึ่งธอและหมอคนหนึ่งสามารถจัดหายาต้านไวรัสเอชไอวี (ARV) ให้ผู้ป่วยได้ถึง 53 คน แต่จากนั้นสถานการณ์ก็เริ่มยากลำบาก พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ตรวจเลือดหรือเปิดดูแฟ้มเวชระเบียนของผู้ป่วย จากนั้นยาต้านก็หายไป และเธอถูกข่มขู่
“มีคนบอกฉันให้หยุดจ่ายยาต้านและออกไปจากที่นี่ ไม่อย่างนั้นจะถูกฆ่า” น.ส.เลสลีย์ พยาบาลสาว กล่าวและบอกว่า เธอออกจากวัดในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2547 หลังจากนั้นก็ไม่มีแพทย์หรือพยาบาลอยู่ที่วัดเลย โดยข้อมูลจากเจ้าหน้าที่วัดหลายคนพบว่า 95% ของผู้ป่วยที่วัดพระบาทน้ำพุถูกญาติพามาทิ้งไว้ ขณะที่มีเพียงราว 5% เท่านั้นที่ยังมีญาติมาเยี่ยม โดย น.ส.เลสลีย์ สันนิษฐานว่าผู้ป่วยดูมีสุขภาพดีเกินไป เมื่อได้รับยาต้าน ซึ่งอาจทำให้เงินบริจาคลดลง.....
โดยเรื่องดังกล่าว นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ที่ปรึกษาสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย และอดีตนายกสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย เปิดเผยผ่านรายการ "โหนกระแส" ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง เพราะหลังจากที่พยาบาลสาวชาวสวิส ถูกไล่ออกจากวัดพระบาทน้ำพุ เธอได้เดินทางมาหาตัวเอง และเล่าทุกอย่างให้ฟังซึ่งยืนยันว่าเป็นความจริงทั้งหมด นอกจากพยาบาลสาวรายนี้ ยังมีหมอ อาสาสมัครคนอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตกและคนไทย ทุกคนถูกไล่ออกทั้งหมด
โดยนพ.มนูญ ยังบอกอีกว่า พยาบาลสาวคนดังกล่าว อ้างว่าวัดต้องการให้คนไข้กลับไม่กลับกินยาเหมือนเดิม เขาไม่อยากให้คนไข้ดีขึ้น จึงไล่ออกทั้งหมด เผยว่ามีหลายคนที่ทราบเรื่องนี้ แต่พูดไม่ได้ นพ.มนูญ เผยว่ายังติดต่อกับพยาบาลที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ และเชื่อว่าอีกไม่กี่วันเขาคงพูดให้ฟังมากกว่านี้ เนื่องจากเขาอยู่ในเหตุการณ์ตรง
นอกจากนี้ยังเปิดเผยว่า ณ ขณะนั้นมียาต้านไวรัส HIV ที่เรียกว่า "ค็อกเทล" หรือที่เรียกว่า ยา 3 ขนาน ไม่ใช่แค่ยา AZT ที่ช่วยป้องกันการเพิ่มจำนวนและกลายพันธุ์ของเชื้อ HIV ที่อยู่ในร่างกายผู้ป่วย ซึ่งในสมัยนั้นการเข้าถึงยาไม่ได้ยาก ผู้ป่วยสามารถรับยาได้ฟรีเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต แต่อาจถูกปิดกั้นหรือไม่?