นายทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ได้ให้ความเห็นอย่างละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว และปัญหาการปักปันเขตแดนที่ยังคงคุกรุ่น ในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk วันที่ 19 สิงหาคม 2568
นายทรงฤทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าพื้นที่บ้านหนองจาน เป็นพื้นที่อธิปไตยไทย 100% ซึ่งหลักเขตแดนที่ชัดเจน
นายทรงฤทธิ์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า พื้นที่บ้านหนองจานเป็นของไทย 100% โดยมีหลักเขตแดนที่ 46, 47, 48, 49 และ 50 ซึ่งตั้งอยู่ที่คลองลึก เป็นแนวเส้นตรงที่ชัดเจนอยู่แล้ว
นายทรงฤทธิ์ ยังอธิบายว่าแนวพื้นที่ราบอย่างบ้านหนองจานสามารถพิสูจน์การเคลื่อนย้ายหลักเขตได้โดยง่าย เนื่องจากหลักเขตเหล่านี้ถูกตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919) หากมีการเคลื่อนย้าย หลักฐานทางธรณีวิทยาที่ฐานหลักเขตซึ่งลึก 80 เซนติเมตร จะสามารถตรวจสอบได้ถึงความแตกต่างของดิน
นี่เป็นการหักล้างข้อกล่าวอ้างของ นายสม รังสี ที่เคยอ้างว่าไทยเคลื่อนย้ายหลักเขตไปในดินแดนกัมพูชากว่า 6 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้บ้านหนองจานทั้งหมดตกอยู่ในอาณาเขตของกัมพูชา
นายทรงฤทธิ์ยังเน้นย้ำว่า แนวเขตแดนไทย-กัมพูชา ระยะทาง 798 กิโลเมตรนั้น มีการแบ่งปันที่ชัดเจน โดยเฉพาะช่วงสันปันน้ำที่ตรวจสอบได้ง่ายจากดาวเทียม ส่วนพื้นที่ราบที่ไม่มีสันปันน้ำก็มีหลักเขตที่กำหนดไว้เป็นเส้นตรง
ที่มากัมพูชาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ชายแดนไทย
นายทรงฤทธิ์ อธิบายถึงสาเหตุที่ไทยไม่สามารถอยู่อาศัยในพื้นที่บ้านหนองจานได้ตามปกติว่า ย้อนไปตั้งแต่ช่วงที่เวียดนามยกทัพเข้าบุกกัมพูชาในปี พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) ทำให้ชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงคราม ทั้งเขมรแดงและกลุ่มอื่น ๆ อพยพเข้ามาประชิดชายแดนไทย
และเมื่อเวียดนามรุกคืบมากขึ้นในช่วงปี 2528-2530 (ค.ศ. 1985-1987) โดยเฉพาะการสู้รบที่ช่องบกอย่างดุเดือด ทำให้ชาวกัมพูชาที่อยู่ในเขตแดนของตนไม่ได้เนื่องจากความไม่ปลอดภัย ต้องอพยพเข้ามาหลบภัยในประเทศไทย
ซึ่งไทยได้ถอยกำลังพลและประชาชนของตนออกจากพื้นที่เนื่องจากความไม่ปลอดภัย พื้นที่หนองจานจึงกลายเป็นศูนย์อพยพชั่วคราว แต่ต่อมากลับกลายเป็นชุมชนถาวร
นายทรงฤทธิ์ชี้ว่า กลุ่มชาวกัมพูชาเหล่านี้ควรจะถูกส่งไปอยู่รวมกันที่ศูนย์อพยพผาหมออีแดง หรือไซต์ 2 ตามข้อตกลงกับสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)
แต่เนื่องจากกัมพูชาไม่เคยว่างเว้นจากความขัดแย้งภายในมายาวนาน และสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อนในช่วงสงครามเย็น ทำให้คนกลุ่มนี้ยังคงอยู่ในพื้นที่ของไทยอย่างถาวร เด็กที่เกิดใหม่ในพื้นที่นี้จึงเข้าใจผิดว่าตนเกิดในดินแดนของตนเอง และยังเรียนรู้ภาษาไทยอีกด้วย
กลยุทธ์บิดเบือนข้อเท็จจริงของกัมพูชา
นายทรงฤทธิ์มองว่า กัมพูชามี "เทคนิค" ในการสร้างภาพลักษณ์และบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของตนเอง เช่น การนำเด็กออกมากล่าวอ้างว่าพื้นที่เป็นของกัมพูชา ซึ่งเป็นเพียงภาพที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้น และมองว่าความพยายามเหล่านี้เป็น "ความพยายามที่ไม่สง่างาม" และยิ่งตอกย้ำว่ากัมพูชาไม่มีมาตรฐาน
ในส่วนของการเจรจา กัมพูชาไม่ได้ให้ความสำคัญกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และมักจะใช้เป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น แม้ไทยจะประท้วงการละเมิดอยู่ตลอด แต่กัมพูชากลับเพิกเฉย
สำหรับประเทศไทย นายทรงฤทธิ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของความโปร่งใสและการยึดมั่นในหลักสากล การแสดงออกซึ่งมนุษยธรรมเป็นสิ่งที่ดีและควรคงไว้ ไม่ควรมองว่าเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เสียเปรียบ
การให้ข้อมูลที่เที่ยงตรงแก่ประชาคมโลกและองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ จะทำให้ทั่วโลกเข้าใจถึงความพยายามของไทย ท่านเชื่อว่านานาชาติเข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงดี
บ้านหนองจาน : อดีตแนววัดระยะปืนใหญ่เวียดนาม
เกี่ยวกับการติดตั้งรั้วลวดหนาม นายทรงฤทธิ์ระบุว่า วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะการวางทุ่นระเบิดที่ไทยได้รับผลกระทบ รั้วลวดหนามที่ปรากฏในพื้นที่บ้านหนองจานนั้น เป็นแนวที่เคยใช้วัดระยะกระสุนปืนใหญ่ของเวียดนามในช่วงสงคราม การวางกำลังในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เพราะชีวิตทหารมีค่า
นายทรงฤทธิ์ยังกล่าวถึงปัจจัยด้านผลประโยชน์ที่ชายแดน ซึ่งมีอยู่ทุกจุด โดยเฉพาะด่านที่มีคาสิโน ท่านมองว่าในอดีต พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาไม่สะดวกและอันตรายมาก มีด่านตรวจทุก 5 กิโลเมตร แต่ปัจจุบันสามารถเปลี่ยนจากสนามรบเป็นสนามการค้าได้
นายทรงฤทธิ์ เชื่อว่ากัมพูชาเองก็ไม่ต้องการให้เกิดการปะทะในพื้นที่ที่มีผลประโยชน์มหาศาล เช่น ย่านปอยเปต ดังนั้น การไม่กางรั้วให้สุดแนวเขตแดนจึงอาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่พื้นที่ชายแดนก็เป็นไปได้
ไทยไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเสียดินแดน
นายทรงฤทธิ์ กล่าวว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องการเสียดินแดน และมุ่งสู่สันติสุข ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการเสียดินแดน ตราบใดที่เรายังคงยึดมั่นในสนธิสัญญาและอนุสัญญาต่าง ๆ ที่มีมาตั้งแต่กัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 1863
นายทรงฤทธิ์ เน้นย้ำว่า หลักฐานและมาตรฐานสากลด้านเขตแดนของไทยมีความชัดเจน สิ่งสำคัญคือการมุ่งมองข้ามความขัดแย้ง และทำให้พื้นที่ชายแดนกลายเป็นพื้นที่แห่งสันติสุข ที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายสามารถไปมาหาสู่และทำมาหากินร่วมกันได้
พร้อมทั้งแนะนำให้สื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริง และเห็นใจชาวกัมพูชาที่ถูกเกณฑ์มาให้กล่าวอ้างเรื่องดินแดนโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง