เมื่อเวลาประมาณ 00.45 น. มีการแถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) สมัยวิสามัญ จ.จันทบุรี วันที่ 21 - 22 ตุลาคม 2568 นำโดย นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ฝ่ายไทย ซึ่งได้ประชุมร่วมกับฝ่ายกัมพูชา ที่นำโดย นายฬำ เจีย รัฐมนตรีรับผิดชอบสำนักงานเลขาธิการกิจการชายแดนแห่งชาติกัมพูชา เป็นประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (ฝ่ายกัมพูชา)
นายประศาสน์ อ่านถ้อยแถลงข่าวร่วมการประชุม JBC ระบุว่า การประชุมเป็นไปภายใต้บรรยากาศแห่งมิตรภาพและฉันมิตร โดยทั้งสองฝ่ายได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม (Joint Technical Sub-Commission: JTSC) ดำเนินการสร้างหลักเขตแดนใหม่เพื่อทดแทนหลักเขตแดนเดิมที่ชำรุดหรือสูญหาย จำนวน 15 หลัก ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันแล้ว ให้กลับคืนสู่ที่ตั้งและตำแหน่งเดิม
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดทำหลักเขตแดนเพื่อเปลี่ยนหรือทดแทนหลักเขตแดนเดิมที่จมน้ำ จำนวน 3 หลัก โดยจะกำหนดตำแหน่งที่ตั้งใหม่ร่วมกันในภายหลัง
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งรัดการแก้ไข Terms of Reference 2003 (TOR 2003) เกี่ยวกับการจัดทำแผนที่ภาพถ่าย (Orthophoto Maps) เพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น Light Detection and Ranging (LiDAR) มาใช้ในการทำแผนที่ภาพถ่าย เพื่อให้การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน เกี่ยวกับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 47 บริเวณบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว
ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับคำแนะนำทางเทคนิค (Technical Instruction: TI) สำหรับการสำรวจและวางหมุดชั่วคราวในพื้นที่ภูมิประเทศที่มีความเร่งด่วนในบริเวณหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 47
เมื่อทั้งสองฝ่ายดำเนินการสำรวจและวางหมุดชั่วคราวเสร็จสิ้นแล้ว จะนำผลการสำรวจดังกล่าวเสนอต่อรัฐบาลเพื่อขอความเห็นชอบ เพื่อกำหนดกลไกที่เหมาะสมสำหรับการปรับการถือครองที่ดินของทั้งสองฝ่ายต่อไป
การวางหมุดชั่วคราวนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการสำรวจเท่านั้นและจะไม่กระทบต่อสิทธิของไทยและกัมพูชาในเรื่องเขตแดนทางบกตามกฎหมายระหว่างประเทศ และ
ทั้งสองฝ่ายตกลงจะกำชับให้หน่วยงานท้องถิ่น ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน รับประกันความปลอดภัยให้กับชุดสำรวจจากทุ่นระเบิด ตามข้อ 3 ของ MOU 2543 และเพื่อให้ชุดสำรวจสามารถปฏิบัติงานได้โดยปราศจากการขัดขวางและการยั่วยุที่อาจส่งผลให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มเติมในบริเวณดังกล่าว
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดการประชุม JBC ครั้งต่อไปในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2569 ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา
นายประศาสน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงของการกล่าวเปิดการประชุม เราหยิบประเด็นเรื่องการสร้างรั้วขึ้นมาพูด เพื่อเป็นการป้องกันปัญหา ป้องกันการกระทบกระทั่งกัน ป้องกันการลักลอบเข้าเมือง เรื่องนี้ได้หารือกันประมาณ 30 นาที แต่ผู้แทนฝ่ายกัมพูชา ระบุว่า เขาไม่มีอำนาจในการหารือเรื่องการสร้างรั้ว จึงได้นำเรื่องนี้ออกจากระเบียบวาระการประชุม
นายประศาสน์ กล่าวว่า ฝ่ายกัมพูชาขอไม่ให้ใช้คำว่าโยกย้ายหรือถอนทำลาย เราจึงได้ใช้คำว่า ปรับการถือครองที่ดิน สำหรับกรอบการทำงานจัดทำคู่มือที่ชุดสำรวจเริ่มทำงาน มีกรอบเวลาการทำงานอยู่แล้ว แต่ยังไม่ขอลงรายละเอียด อย่างไรก็ตามเมื่อดำเนินการเสร็จแล้วจะเสนอรัฐบาล ให้ตัดสินใจว่าจะมอบหมายให้ใครเป็นกลไกในการดำเนินการ เพื่อทำแผนปฏิบัติการแก้ไขการปรับครองที่ดินต่อไป กลไกในอนาคตจึงต้องรอการสำรวจให้แล้วเสร็จก่อน
นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวย้ำว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่เน้นเฉพาะเรื่องหลักเขตแดนตามภารกิจและอำนาจของ JBC และคณะกรรมาธิการยังต้องนำผลการเจรจาเรียนไปยังรัฐบาล ส่วนประเด็นรายละเอียดในเรื่องนี้ รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกรอบการประชุม JBC กระทรวงการต่างประเทศก็จะชี้แจงในโอกาสถัดไป