พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และอดีต ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เปิดโต๊ะข่าว” พีพีทีวี ถึงกรณีที่ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต ผบ.ตร. กล่าวหาพาดพิง นั้นว่า ส่วนตัวไม่มีความเห็น เนื่องจากจะเข้าใจอย่างไร เป็นเรื่องการรับฟังของแต่ละคน และไม่เคยได้รับข้อมูลพยานหลักฐานเกี่ยวกับกรณีที่อดีต รอง ผบ.ตร. ที่กล่าวหาว่าตนเคยรับผลประโยชน์ ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์
เมื่อถามว่าเป็นความแค้นส่วนตัวหรือไม่ กรณีที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ เคยเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการตำรวจ PCT 4 และจับกุมเครือข่ายเว็บพนันมินนี่ ซึ่งนำไปสู่การขยายผลจับกุมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่นั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยัน ส่วนตัวไม่มีความขัดแย้งอะไร ยืนยันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่ทราบเรื่องความแค้นส่วนตัว
ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ออกมาแฉว่า มีตำรวจไซเบอร์ 2 นาย ที่ชื่อว่า ประชิต กับ นวพล ช่วยเหลือคดีเว็บพนัน ของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. พรรคกล้าธรรม จนหลุดคดีนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง นายตำรวจ 2 นาย ที่ถูกกล่าวอ้าง ไม่เคยกลับคำให้การในชั้นพนักงานสอบสวน ผลการตรวจสอบของจเรตำรวจและคณะกรรมการวินัยตำรวจ เป็นที่ยุติแล้วว่า ตำรวจ 2นาย ที่เป็นชุดจับกุมไม่ได้มีความผิด
ส่วนข้อสงสัยเรื่องบันทึกวันจับกุม 24 กุมภาพันธ์ 2565 กับบันทึกคำให้การ 24 มิถุนายน 2565 ต่างกันนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ อธิบายว่า วันที่ 24 กุมภาพันธ์ไม่ได้มีการสอบสวนปากคำในวันนั้น โดย ประชิต กับ นวพล ไม่เคยลงไปให้ปากคำพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสงขลาเลย แต่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสงขลา ขึ้นมางานราชการที่กรุงเทพ จึงขอสอบปากคำชุดทำงานในวันที่ 30 มิถุนายน 2565 โดยสอบปากคำกันที่ บก.น.7 ดังนั้นก็เท่ากับว่าไม่เคยให้การในวันที่ 24 มิถุนายน 2565 ตามเอกสารที่ถูกเปิดเผยก่อนหน้านี้
“โดยทางพนักงานสอบสวนของ สภ.เมืองสงขลา ได้ชี้แจงกับทางจเรตำรวจว่า ได้ทำคำให้ปากคำไว้ล่วงหน้า เพราะรีบทำสำนวน เนื่องจากได้รับการเร่งรัดจากผู้บังคับบัญชา ว่าจะต้องสอบสวนเพิ่มเติม ตามที่ผู้ต้องหาคือ นายชนนพัฒฐ์ ร้องขอ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ แต่ไม่ใช่ตำรวจไซเบอร์ชุดจับกุม 2นาย” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว
พล.ต.ท.ไตรรงค์ บอกว่าบันทึกคำให้การตามเอกสารที่เห็นในข่าวจะพบว่า เป็นเพียงบันทึกคำให้การสั้นๆเพียงครึ่งหน้าเท่านั้น การสอบสวนก็เป็นลักษณะที่ไม่สิ้นกระแสความ ขณะที่ประชิต กับ นวพล ได้ทำเอกสารประกอบกับให้การจับกุมกว่า 300 แผ่น มีทั้งพยานบุคคลและหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยืนยันการกระทำความผิดของนายชนนพัฒฐ์ทั้งหมด แต่พนักงานสอบสวนผู้ทำความเห็นคดี กลับหยิบยกคำให้การที่กำกวม ทำเอกสารออกมาเพียงครึ่งหน้าเท่านั้น และท้ายที่สุดอัยการก็ไม่ได้สั่งฟ้อง
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ไตรรงค์ บอกว่า ตอนนี้ยังมีบางคดีของ นายชนนพัฒฐ์ ที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลต่อ ไม่ใช่หลุดคดีทั้งหมด