อิทธิพลพายุไต้ฝุ่น "คัลแมกี"
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สกนช.) รายงานสภาพอากาศวันนี้ เนื่องจากอิทธิพลของ พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” บริเวณเมืองกอนตูม ประเทศเวียดนามได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรงแล้ว หลังจากนั้นมีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันเคลื่อนผ่านประเทศลาว
โดยจะเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ในช่วงบ่ายของวันนี้ ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงตามลำดับ
ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ บริเวณ จ.อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ โดยคาดการณ์ว่า วันที่ 8 - 9 พ.ย. 68 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ฝั่งตะวันตก เนื่องจากอิทธิพลของพายุ
ส่วนภาคใต้มีฝนฟ้าคะนอง และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคใต้ฝั่งตะวันตก เนื่องจากลมตะวันตกและลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น
พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” บริเวณประเทศเวียดนาม คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองบิ่ญดิ่ญ ประเทศเวียดนามตอนกลางจากนั้นมีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชันเคลื่อนผ่านประเทศลาว โดยจะเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ในช่วงบ่ายของวันนี้ ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงตามลำดับ
สถานการณ์น้ำ - ปริมาณน้ำในเขื่อน 7 พ.ย. 68
สกนช. รายงานสถานการณ์น้ำ ประจำวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในภาพรวมปริมาณน้ำรวม 88% ของความจุเก็บกัก (71,298 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำใช้การ 81% (47,176 ล้าน ลบ.ม.)
การประเมินสถานการณ์แหล่งน้ำขนาดใหญ่ แหล่งน้ำขนาดใหญ่ปริมาณน้ำต่ำกว่าระดับควบคุมต่ำสุด จำนวน 1 แห่ง ภาคตะวันออก บริเวณคลองสียัด
แหล่งน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่า 30% จำนวน 19 แห่ง ดังนี้ ภาคเหนือ 3 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 แห่ง ภาคตะวันออก 6 แห่ง ภาคตะวันตก 5 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำเก็บกักทั้งประเทศ 483 แห่ง 68,617 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 90% และสามารถรับน้ำได้อีก 7,984 ล้าน ลบ.ม.
โดยจุดที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% เช่น เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนกิ่วลม, เขื่อนกิ่วคอหมา, เขื่อนแควน้อย และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- เขื่อนภูมิพล ปริมาตรน้ำ 13,214 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 13,462 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 98% ระบาย 350.58 ลบ.ม./วินาที
- เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาตรน้ำ 9,258 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 9,510 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 97% ระบาย 114.70 ลบ.ม./วินาที
- เขื่อนกิ่วลม ปริมาตรน้ำ 91 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 106 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 86% ระบาย 20.49 ลบ.ม./วินาที
- เขื่อนกิ่วคอหมา ปริมาตรน้ำ 185 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 170 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 108% ระบาย 12.85 ลบ.ม./วินาที
- เขื่อนแควน้อย ปริมาตรน้ำ 945 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 939 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 101% ระบาย 60 ลบ.ม./วินาที
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาตรน้ำ 981 ล้าน ลบ.ม. สามารถกักเก็บได้ 960 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 102% ระบาย 450.58 ลบ.ม./วินาที
ส่วนสถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำในอ่าง 4 อ่างรวม 24,398 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 98% ปริมาณน้ำใช้การ 17,702 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 97% รับน้ำได้อีก 515 ล้าน ลบ.ม.
ส่วนคุณภาพน้ำ ณ จุดเฝ้าระวัง แม่น้ำสายหลัก น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค แม่น้ำเจ้าพระยา ณ สถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานน้ำเพื่อการเกษตร แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
สั่ง กฟผ. วางแผนระบายน้ำเพิ่มแบบขั้นบันได
ที่ประชุม สกนช. ได้เห็นชอบให้ กฟผ. วางแผนปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันไดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปในอัตรา 30 ล้าน ลบ.ม./วัน 40 และ 45 ล้าน ลบ.ม./วัน สูงสุดไม่เกิน 60 ล้าน ลบ.ม./วัน ปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนดังกล่าวจะส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนฯ เพิ่มสูงขึ้นไม่เกิน 20 เซนติเมตร
โดยมวลน้ำจากเขื่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำปิง ผ่าน จ.ตาก กำแพงเพชร และนครสวรรค์ จนถึงเขื่อนเจ้าพระยาใช้เวลาอีก 8-9 วัน ซึ่งจะไม่ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น
โดยขอให้ กฟผ. พิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเขื่อนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อด้านท้ายน้ำเป็นสำคัญ รวมทั้งให้มีการสื่อสารประชาสัมพันธ์กับพื้นที่และประชาชนล่วงหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ได้
สามารถติดตามรายละเอียดแบบเรียลไทม์ได้ที่ กรมชลประทาน และ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ