จากกรณีเหตุการณ์ยิงปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา ในบริเวณ จต.ส.34-35 บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัด สระแก้ว เวลา 16.10 น. ของวันที่ 12 พ.ย. 2568 เกิดเหตุการใช้อาวุธปืนยิงมาจากฝั่งกัมพูชา ประมาณ 30 นัด โดย กกล.บูรพา ได้ยิงเตือนและดำเนินการโต้ตอบเหตุการณ์
แม้หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว กัมพูชาจะพยายามฟ้องนานาชาติว่า ทหารไทยยิงก่อน ทหารไทยโจมตีพลเรือน แต่ในข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่ทหารเราจะยิงโดนชาวบ้าน
โดยเหตุผลข้อแรก "วิถีกระสุน" จุดที่ทหารกัมพูชารัวยิงใส่ไทย 30 นัด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อยู่ทางขวามือของสแลนดำ หรือ ทางทิศใต้ โดยแอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ 2 ต้น
หลังโดนยิงถล่ม ทหารไทยจึงยิงตอบโต้ ซึ่งถ้าดูจากภูมิประเทศแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะโดนชาวบ้าน เพราะเป็นป่า เป็นที่นา ส่วนชุมชนที่ชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ ก็อยู่คนละทิศกับที่เกิดการปะทะ ที่สำคัญคือ ระยะห่างที่กัมพูชายิงใส่ทหารไทย แค่ 150 เมตรเท่านั้น ซึ่้งใกล้มาก
และที่น่าสงสัยคือ กัมพูชาอ้างว่าชาวบ้านถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย เจ็บ 3 ราย เป็นชาวบ้านจริงหรือไม่? แล้วชาวบ้านไปอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารได้อย่างไร?
ทั้งนี้ย้อนไปเมื่อปลายเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ทีมข่าวพีพีทีวี เคยลงพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว และได้เดินไปยังทางขวามือของสแลนดำ หรือ จุดที่ทหารกัมพูชายิงใส่ทหารไทยเมื่อวานนี้ ณ วันนั้น (26 ก.ย.68) มีทหารกัมพูชาปลอมตัวเป็นชาวบ้าน มายืนถ่ายคลิปสื่อมวลชนไทย ใกล้ๆ จุดที่ทหารกัมพูชายืนอยู่ มีเพิงพัก หรือ กระต๊อบ ที่ทหารกัมพูชา มาสอดแนมความเคลื่อนไหวฝ่ายไทย ซึ่งด้านหลังจุดที่ทหารกัมพูชายิงใส่ไทย ยังมีเพิงพักมุงด้วยเต็นท์สีน้ำเงิน จุดนี้ก็มีทหารกัมพูชาสแตนบายอยู่ เช่นกัน ดังนั้นจุดนี้แทบไม่มีชาวบ้านอยู่เลย
และอีกหนึ่งเหตุผลที่จะมาหักล้างคำกล่าวหาของกัมพูชาคือ "อาวุธปืน" สื่อกัมพูชาอ้างว่าทหารไทยใช้ปืนกล RPD ของรัสเซีย โจมตีพลเรือน แต่ในความเป็นจริงคือ กองทัพบกไทย ไม่มีปืนรุ่นนี้ประจำการ โดยพันเอก ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ เปิดเผยกับ PPTV ว่า ทหารหน้าแนวที่ยิงตอบโต้กัมพูชาวานนี้ใช้ "ปืนทาโว่" เป็นหลัก
โดยปืนทาโว่ใช้กระสุนขนาด 5.56 มิลลิเมตร แต่เมื่อเทียบกับบาดแผลที่กัมพูชาอ้างว่าถูกไทยยิงใส่ ยิ่งเป็นไปไม่ได้อีก เพราะถ้าโดนยิงด้วยทาโว่ในระยะ 150 เมตร มีแค่ 2 อย่างคือ ไม่ตายก็สาหัส และที่สำคัญคือ "รูกระสุน" ต้องใหญ่และฉกรรจ์มากกว่านี้ส่วน "ต้นมะละกอ" ถ้าโดนปืนทาโว่จริง ต้นก็คงเละไปแล้ว ไม่ยืนเด่นเป็นสง่าอย่างในภาพแน่นอน
นอกจากนั้นแพทย์นิติเวช โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า บาดแผลที่สื่อกัมพูชาอ้างว่าถูกยิงด้วยปืนกล RPD แท้จริงแล้วน่าจะเป็นรูกระสุนจาก "ปืนลูกโดด" ชนิดความเร็วสูง แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า ใช้ปืนรุ่นไหนยิง
โดยปืนลูกโดด คือ กระสุนปืนลูกซองที่มีหัวกระสุนเพียง 1 เม็ด ปกติ กระสุนปืนลูกซอง 1 นัดจะมี 1 เม็ด 9 เม็ด 70 เม็ด 120 เม็ด ยิง 1 นัด หัวกระสุนจะกระจายออกตามจำนวนเม็ด แต่ลูกโดด ยิง 1 นัด จะมีหัวกระสุนออกมาแค่เม็ดเดียว และที่น่าสนใจคือ แพทย์นิติเวช ระบุว่า จากภาพที่สื่อกัมพูชาเผยแพร่ "ชายชุดลายขาวดำ หัวเกรียน ใส่หมวก" มีบาดแผลทางเข้าอยู่ทางด้านหลัง และออกบริเวณต้นขาด้านหน้า หมายความว่าทหารกัมพูชายิงพลาด แล้วโดนกันเองหรือไม่? กระสุนถึงเข้าทะลุด้านหน้าด้านหลัง ?