29 ม.ค. 2569 พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย - กัมพูชา เปิดเผยถึงกรณี ที่สหรัฐอเมริกาส่งเรือรบเข้าเยี่ยมฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชา ได้ก่อให้เกิดคำถามในสังคมถึงนัยทางการทูต และความมั่นคงในระดับภูมิภาคว่า การเยือนดังกล่าวเป็นกิจกรรมตามกรอบ “การทูตทางเรือ” (Naval Diplomacy) ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติปกติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มิได้มีนัยถึงการเป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการ หรือการเข้าไปตั้งฐานทัพถาวรแต่อย่างใด
ในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ การเยี่ยมฐานทัพเรียมของสหรัฐฯ มีความหมายสำคัญใน 3 ระดับหลัก ได้แก่
1.ระดับเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Level)
- สะท้อนว่ากัมพูชายังคงเปิดพื้นที่
- ทางการทูตต่อหลายฝ่าย ช่วยลดภาพว่าฐานทัพเรือเรียมอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจฝ่ายเดียว
2.ระดับการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Signaling)
- สหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่ายังคงมีบทบาทและติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
- เป็นการรักษาสมดุลอิทธิพลในภูมิภาค โดยไม่แสดงท่าทีเผชิญหน้าโดยตรง
3.ระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี (Bilateral Engagement)
- เป็นช่องทางในการคงหรือฟื้นการสื่อสารด้านทหาร – การทูต
- ช่วยสร้างความไว้วางใจขั้นต่ำระหว่างกัน (Confidence-Building Measure)
อย่างไรก็ตาม การเยือนท่าเรือดังกล่าวยังไม่อาจตีความได้ว่าเป็นการ “ยอมรับ” ฐานทัพเรือเรียมในเชิงกฎหมาย หรือยุทธศาสตร์ การเยือนเป็นเพียงการทูตเชิงปฏิบัติ เพื่อรักษาช่องทางการสื่อสาร และติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่เท่านั้น
ในมุมมองของอาเซียน เหตุการณ์นี้สะท้อนความพยายามของกัมพูชาในการรักษาภาพลักษณ์ความเป็นกลาง ไม่เลือกข้างอย่างชัดเจน ขณะที่การแข่งขันของมหาอำนาจยังดำเนินไปภายใต้กรอบที่ไม่ทำให้ภูมิภาคตึงเครียดเกินไป และอาเซียนยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางทางการทูต
สำหรับประเทศไทย ในระยะสั้นยังไม่ปรากฏผลกระทบด้านความมั่นคง หรือทางทหารโดยตรง แต่ในภาพรวม เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าบทบาท และพื้นที่ของกองทัพกัมพูชายังคงอยู่ในความสนใจของประชาคมระหว่างประเทศ และอาจเพิ่มแรงกดดันทางอ้อมให้ทุกฝ่ายดำเนินการด้วยความระมัดระวัง โปร่งใส และยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ การเยือนฐานทัพเรือเรียมของเรือรบสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นการทูตทางทหารเชิงสัญลักษณ์ ที่สะท้อนการแข่งขันอิทธิพลในภูมิภาค แต่ยังอยู่ภายใต้กรอบการรักษาสมดุล ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้วพันธมิตร และไม่ใช่การยกระดับสถานการณ์ทางทหารอย่างมีนัยสำคัญ