พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้กล่าวในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสงฆ์แห่งชาติ ครั้งที่ 33 และมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงประเด็นบิดเบือนจากสื่อของกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อกองทัพบก
โดยในกรณีศพทหารบริเวณชายแดน พล.ต.วินธัย กล่าวย้ำว่า ศพทหารที่ตกค้างในบริเวณพื้นที่ชายแดนนั้น เป็นศพของทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตในห้วงการปะทะกัน เมื่อเดือน ก.ค.68 ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้ปล่อยทิ้งไว้ในพื้นที่การรบ
จนเกิดการเน่าเสียส่งกลิ่นกระทบต่อชุมชนของทั้งสองฝั่ง โดยฝ่ายทหารไทยได้พยายามท้วงติงเพื่อเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชามาจัดเก็บ เพื่อนำศพไปดำเนินการตามประเพณีให้เหมาะสม แต่กัมพูชากลับไม่ดำเนินการ
และเป็นที่น่าเสียดาย ที่ผู้นำอาวุโสของประเทศกลับเมินเฉยต่อศพดังกล่าว ไม่เคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นทหารที่เสียสละเพื่อประเทศตน แต่กลับสนใจและมุ่งหวังเพียงแต่สร้างข่าวหรือข้อมูลบิดเบือนนำเสนอต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่มีหลักฐานและภาพปรากฏในพื้นที่จริงให้ได้พิสูจน์ทราบโดยชัดเจนอยู่แล้ว
ส่วนกำลังทหารไทยที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะช่วง ก.ค. 68 นั้น รวมทั้งสิ้น 16 นาย ซึ่งกองทัพบกไทยได้ตระหนักและระลึกถึงวีรกรรมของกำลังพลผู้กล้า ดำเนินการส่งกลับภูมิลำเนาเพื่อประกอบพิธีอย่างสมเกียรติ พร้อมจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติ และดูแลครอบครัวผู้เสียสละตามระเบียบของทางราชการอย่างเหมาะสม ซึ่งไม่ได้ถูกละเลยการเหลียวแลอย่างที่ประธานวุฒิสภากัมพูชาอ้างถึง
พลตรีวินธัย ระบุต่อว่า กรณีเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย ที่ผ่านมาฝ่ายไทยควบคุมทหารกัมพูชาที่ยอมจำนนทั้งหมด 20 นาย และได้ส่งกลับ 2 นาย ที่มีอาการบาดเจ็บและมีอาการทางจิตเวช ปัจจุบันคงเหลือ 18 นาย ซึ่งไทยได้ดูแลตามหลักสากลและหลักมนุษยธรรม ภายใต้การสังเกตการณ์ของ ICRC อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กัมพูชาทราบดีว่าการปล่อยเชลยศึกนั้น จะกระทำได้เมื่อสถานการณ์ความเป็นปรปักษ์สิ้นสุดลง แต่ขณะนี้พบว่ากัมพูชายังคงสร้างสถานการณ์ ลักลอบวางทุ่นระเบิด และเผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างต่อเนื่อง
และกรณีเชลยศึกที่ถูกปล่อยตัวไป แต่ภายหลังกลับถูกนำไปยกย่องในสื่อว่า ได้รับการปล่อยตัวกลับประเทศและกลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่ชายแดนอีกครั้งนั้น โดย ทหารรายดังกล่าวมีอาการทางจิตเวชจากความเครียดระหว่างการสู้รบ ซึ่งมีลักษณะเป็นผู้ป่วย ฝ่ายไทยจึงส่งกลับเพื่อให้ไปเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา แต่กัมพูชาในฐานะรัฐต้นสังกัด กลับนำบุคคลดังกล่าวกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่การสู้รบ โดยถือว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ และละเมิดหลักมนุษยธรรมสากล จึงขอเรียกร้องให้องค์กรมนุษยธรรมในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันพิจารณาดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อเรื่องนี้
พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า สำหรับข้อกล่าวหาใหม่ ต่อทหารพรานไทย ทำร้ายและข่มขืนหญิงชาวกัมพูชาในพื้นที่สวายเจกนั้น กองทัพบกได้ประสานข้อมูลกับกองทัพเรือ และหน่วยงานในพื้นที่แล้ว พบว่าไม่เป็นความจริง โดยเป็นการสร้างข่าวเท็จบิดเบือน เพื่อต้องการจะใส่ร้ายป้ายสีในเรื่องที่ไม่ดี เพื่อหวังจะทำลายภาพลักษณ์ของไทย โดยขอย้ำว่าการปฏิบัติของฝ่ายไทย จะอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และกติกาสากลอย่างเคร่งครัด
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชา มักจะใช้วิธีการที่สกปรก ด้วยการสร้างเรื่องเท็จลวงโลก ตนเชื่อว่าคงมีเฉพาะคนในประเทศกัมพูชาเท่านั้นที่อาจจะเชื่อ เพราะในประเทศกัมพูชาเหมือนถูกบังคับให้เข้าถึงเนื้อหาข่าวสารต่างๆ ได้ในลักษณะแบบทางเดียวเป็นหลัก จากฝั่งผู้มีอำนาจ และเชื่อว่าในสังคมโลกคงใช้วิจารณญาณอย่างเพียงพอ คงมองออกในเรื่องดังกล่าว จึงไม่ได้หลับหูหลับตาเชื่อข่าวสารเท็จ ตามที่ทางฝ่ายกัมพูชาได้พยายามยัดเยียดให้ไทยแต่อย่างใด
ด้านคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT-TH) และทีมกองทัพไทย รวม 8 นาย เข้าสังเกตการณ์บริเวณพื้นที่หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 (พื้นที่ปราสาทหนองคนา) อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อรับทราบข้อมูลจากหน่วยในพื้นที่ โดยเป็นการรับฟังการบรรยายสรุปในลักษณะบอร์ด walk ชี้แจงสถานการณ์ในพื้นที่ ชี้แจงเรื่องการตรวจพบทุ่นระเบิด ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ที่มีการลักลอบเข้ามาวางในเขตอธิปไตยของประเทศไทย
หลังจากนั้นทางคณะได้ดูทุ่นระเบิดที่ทางฝ่ายไทยเก็บกู้ได้ในพื้นที่ รวมทั้งทาง AOT ได้ความสนใจและได้สอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ตรวจพบและเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยเป็นการสอบถามถึงวันและเวลาที่ตรวจพบ รวมถึงจุดที่ตรวจพบ ทั้งนี้มีชิ้นส่วนต่างๆ ที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุ เพื่อนำมาประกอบหลักฐานความสอดคล้อง ว่าเป็น ระเบิดที่นำมาวางใหม่หรือไม่อย่างไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะ AOT ได้ให้ความสนใจ ในเรื่องของการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่มีความสอดคล้องทั้ง วัน - เวลา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้อธิบายในทุกจุด ได้เคลียร์ทุกพื้นที่ ส่วนเพจเฟซบุ๊ก สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม สรุปผลการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิด ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ภาพรวม ณ วันที่ 17 พ.ย. 2568 ได้พื้นที่ปลอดภัย ทั้งสิ้น 381,861 ตารางเมตร แบ่งเป็น 5 พื้นที่ ได้แก่
- พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ถึง 17 พฤศจิกายน 2568 ได้พื้นที่ปลอดภัยจำนวนทั้งสิ้น 230,805 ตารางเมตร คิดเป็น 78% ,คงเหลือพื้นที่ต้องสงสัยยืนยันว่ามีทุ่นระเบิด จำนวนทั้งสิ้น 65,000 ตารางเมตร คิดเป็น 22%
- พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ถึง 17 พฤศจิกายน 2568 ได้พื้นที่ปลอดภัยจำนวนทั้งสิ้น 34,453 ตารางเมตร คิดเป็น 12.8% คงเหลือพื้นที่ต้องสงสัยยืนยันว่ามีทุ่นระเบิด จำนวนทั้งสิ้น 234,204 ตารางเมตร คิดเป็น 87.2%
- พื้นที่บ้านไทยนิยม (ช่องเหว) ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ถึง 17 พฤศจิกายน 2568 ได้พื้นที่ปลอดภัยจำนวนทั้งสิ้น 8,310 ตารางเมตร คิดเป็น 36.7% คงเหลือพื้นที่ต้องสงสัยยืนยันว่ามีทุ่นระเบิด จำนวนทั้งสิ้น 14,324 ตารางเมตร คิดเป็น 63.3%
- พื้นที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ถึง 17 พฤศจิกายน 2568 ได้พื้นที่ปลอดภัยจำนวนทั้งสิ้น 13,651 ตารางเมตร คิดเป็น 3.1% คงเหลือพื้นที่ต้องสงสัยยืนยันว่ามีทุ่นระเบิด จำนวนทั้งสิ้น 423,391 ตารางเมตร คิดเป็น 96.9%
- พื้นที่บ้านสายโท 10 ใต้ ตำบลสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ถึง 18 พฤศจิกายน 2568 ได้พื้นที่ปลอดภัยจำนวนทั้งสิ้น 53,534 ตารางเมตร คิดเป็น 29.95% คงเหลือพื้นที่ต้องสงสัยยืนยันว่ามีทุ่นระเบิด จำนวนทั้งสิ้น 125,196 ตารางเมตร คิดเป็น 70.05%