พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาค 2 แนะกองทัพปรับเปลี่ยนการใช้กำลัง เหตุแบบเดิมเหมาะสมกับประเทศที่เป็นสุภาพบุรุษเคารพกฎกติกา ติงไทยรู้เรื่องกัมพูชาวางทุ่นระเบิดหยอดกาวตั้งแต่เดือนตุลาคมแล้ว สงสัยทำไมเพิ่งออกมาบอกเรื่องนี้ เชื่อกัมพูชาเปิดฉากสู้ไทยล่าสุด แค่สร้างสถานการณ์หวังนานาชาติช่วยเหลือ
พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาค 2 ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวพีพีทีวี ถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างชายแดนไทยกัมพูชาที่ยืดเยื้อมานานไม่จบสิ้น ระบุว่า
ปัญหาทั้งหมดมาจากฝั่งกัมพูชาเอง ที่ต้องการสู้รบกับประเทศไทย โดยสร้างเหตุการณ์ให้เห็นว่า ยังคงมีความขัดแย้งกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังความช่วยเหลือจากนานาชาติ
โดยอาศัยความเป็นประเทศที่เล็กกว่าไทยในทุกด้าน ทั้งขนาดประเทศ เศรษฐกิจ และการทหาร ซึ่งถ้าต่อสู้จริงๆ อย่างไรไทยก็ชนะ กัมพูชาจึงใช้วิธีจุดชนวนหาเหตุสู้รบกับไทยเพื่อให้นานาชาติเข้ามาสนใจ แล้วให้ความช่วยเหลือมากขึ้น ดังนั้นจะเห็นว่าทุกครั้งที่ไทยและกัมพูชาสู้รบกัน ฝั่งกัมพูชาจะพัฒนาการสู้รบขึ้นเรื่อยๆ
ตัวอย่างในปี 2551 - 2552 กัมพูชามีเพียงปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง หรือ ปรส. , ปืนกล ,RPG , ปืน ค.,ปืนเล็ก ซึ่งบริเวณการสู้รบก็จะอยู่แถวปราสาทพระวิหารและภูมะเขือ ต่อมาเมื่อปี 2554 กัมพูชามีจรวด BM21 และปีนใหญ่เพิ่มขึ้น สามารถขยายบริเวณสู้รบไปปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือนธม จนมาถึงปัจจุบัน กัมพูชามีอาวุธมากขึ้น จนสามารถขยายพื้นที่สู้รบได้ถึง 11จุด
พล.ท.กนก ย้ำว่า เมื่อมีการสู้รบกันระหว่างไทยและกัมพูชา ทุกครั้งกัมพูชาจะได้รับความช่วยเหลือในการเสริมสร้างกองทัพให้ใหญ่ขึ้นตลอด ขณะเดียวกันก็จะอาศัยความเร็วช่วงชิงพื้นที่โกหกหลอกลวงชาวโลกว่า ไทยเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน ซึ่งถือว่าไทยพ่ายแพ้ในจุดนี้มาโดยตลอด การโจมตีครั้งล่าสุด กัมพูชาก็สร้างเรื่องทันทีว่า ฝั่งกัมพูชามีคนเจ็บ ขณะที่ ฮุน มาเนต รีบโพสต์ประณามไทย และออกหนังสือร้องถึง UN ทันที
พล.ท.กนก เผยว่า อีกเรื่องที่ต้องแก้ไขคือ กฎการใช้กำลัง ที่ระบุไว้ว่า ถ้าเขาไม่ยิงเรา เราก็จะไม่ยิงเขา ถ้าอีกฝั่งใช้ปืนเล็ก เราก็ต้องใช้ปืนเล็ก การตอบโต้จะต้องเป็นสัดส่วนเดียวกัน ในประเด็นนี้มองว่า เรื่องกฎการใช้กำลังเป็นกฎกติกาของสุภาพบุรุษ ควรใช้กับคนที่เคารพกฎกติกาเหมือนกัน ไม่ใช่ไปใช้กับกัมพูชาที่ไม่เคยเคารพกฎกติกาอะไรเลย อีกทั้งกฎการใช้กำลังนี้ไม่ได้ระบุเรื่องของการแอบลักลอบวางทุ่นระเบิด ว่าถ้าอีกฝั่งวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโจมตี เราจะตอบโต้อย่างไร
ขณะนี้มีทหารไทยเสียขาจากทุ่นระเบิดไปแล้วถึง 7 นาย ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดที่ไทยต้องนำเรื่องนี้มาร้องเรียนว่า กัมพูชาละเมิดอะไรบ้าง พร้อมเสนอแนะว่า ไทยควรทำหนังสือถึง โดนัลด์ ทรัมป์ และ อันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะพยานผู้สังเกตการณ์ไปเลยว่า หากกัมพูชาลักลอบวางทุ่นระเบิด เราจะทำลายกองกำลังทหารกัมพูชาที่อยู่จุดนั้น
ไม่ใช่แค่ระงับปฏิญญาอย่างที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาพูด เพราะแค่ระงับปฏิญญาไม่ได้ช่วยทำให้ขางอกกลับมาได้
ส่วนเรื่องกรณีที่มีข่าวว่าทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดหยอดกาว พล.ท.กนก บอกว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมแล้ว การที่มีข่าวออกมาช่วงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความล่าช้าของฝั่งไทย ในการชี้แจงเรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกัมพูชา ที่กัมพูชาวางทุ่นระเบิดหยอดกาว เป็นเพราะไม่ได้หวังจะเอาชีวิตทหารเพียงคนเดียว เวลาทหารเหยียบระเบิดหยอดกาว ทุ่นระเบิดจะยังไม่ทำงานในทันที ซึ่งส่วนใหญ่ทหารที่เหยียบก็จะเรียกเพื่อนมาช่วย ทำให้แทนที่จะถูกระเบิดแค่คนเดียวก็อาจจะกลายเป็นบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีกหลายคน
การทำงานของรัฐบาลไทยไม่ได้เรียกว่าสุภาพบุรุษ แต่เรียกได้ว่าอ่อนแอ พูดหลอกคนในชาติตัวเอง ยกตัวอย่าง ที่ผ่านมา โดนัล ทรัมป์ พูดชัดเจนว่าจะใช้มาตรการทางด้านภาษีกดดันประเทศไทยเรื่องความขัดแย้งชายแดน แต่ทางการไทยกลับมาหยิบยกคำพูดของอันวาร์ อิบราฮิม ที่อ้างว่า ทรัมป์บอก เรื่องภาษีกับเรื่องชายแดนแยกกัน แล้วนำคำพูดนี้มาแถลงข่าวสร้างภาพให้ดูดี
ส่วนตัวเชื่อว่า ไทยยังคงเป็นฝ่ายรับอยู่เหมือนเดิม ตัดสินใจช้าไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งนี่แหละคือจุดอ่อนที่ทำให้แพ้กัมพูชา