วันที่ 6 พ.ย. 2569 “หนุ่ม กรรชัย” เปิดเผยผ่านรายการโหนกระแส ถึงยอดเงินที่มีการโอนให้กับมูลนิธิองค์กรทำดี จาก 3 บัญชี มียอดโดยรวม 910 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดจาก บัญชี “องค์กรทำดี โดยนางสาวบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ยอดเงิน 678 ล้านบาท บัญชี “มูลนิธิองค์กรทำดี” ยอดเงิน 196 ล้านบาท และบัญชี “สมทบทุนสร้างมูลนิธิองค์กรทำดี” ยอดเงิน 35 ล้านบาท
โดยยอดเงินที่ถูกถอนออกไปเยอะสุดคือบัญชีองค์กรทำดีฯ ที่ถูกถอนออกไปเกือบหมด จากยอด 678 ล้านบาท ถูกถอนออกไป 671 ล้านบาท ทำให้เหลือยอดคงเหลือประมาณ 7 ล้านบาทเท่านั้น
โดยหนุ่ม กรรชัย ถึงกับพูดตอนหนึ่งว่า ““ผมบอกเลยว่า จีนเทามันยังทำเนียนกว่านี้เลย มันดูเงินเข้าแล้วออกไปเลย เอาบัญชีไปซื้อของใช้ส่วนตัว กระเป๋า”
ด้าน พ.ต.อ.นิตติโชติ เพ็ญจำรัส รอง ผบก.ปอศ. เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นคดีใหญ่ และมีผลกระทบกับประชาชนทั่วไป และเป็นเคสแรกๆ ในกรณีของเงินบริจาคมูลนิธิฯ โดยเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นแค่การยักยอกทรัพย์หรือถึงขั้นฉ้อโกงประชาชนหรือฟอกเงินนั้น ในส่วนที่มีการสอบสวนมองว่าการที่ “บุ๋ม ปนัดดา” มีการโพสต์ข้อความเชิญชวนให้คนมาร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย และสาธารณประโยชน์ต่างๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาซึ่งก็มีการเรี่ยไรมาเรื่อย แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าเงินจำนวนหนึ่งไม่ได้ใช้ไปตามที่มีการโฆษณาบอกไว้ และผิดวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค แต่พนักงานสอบสวนพบว่าเงินบางส่วนมันไม่ชอบมาพากล นำไปใช้ส่วนตัว หรือโอนไปให้คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมูลนิธิ ซึ่งไม่น่าเกี่ยวกับกิจการสาธารณประโยชน์ หรือเรื่องที่มูลนิธิโฆษณา จึงถูกมองว่าเรื่องนี้เป็นการฉ้อโกงประชาชน
เมื่อถามว่ามีเส้นเงินที่เข้ามาแล้วถูกโอนออกไปเลยหรือไม่ รอง ผบก.ปอศ. บอกว่า มี แต่ก็ต้องมีไปการตรวจสอบเส้นเงินให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง พร้อมเปิดโอกาสให้บุ๋มชี้แจง ว่าเงินที่ออกไปนั้นใช้จ่ายเกี่ยวกับอะไร ซึ่งเขาก็มีสิทธิจะชี้แจง แต่เราก็ต้องตั้งข้อกล่าวหาก่อน เพราะเงินที่เข้ามาไม่ใช่เงินส่วนตัว แต่เป็นเงินที่ประชาชนบริจาค
เมื่อถามว่ามีการนำเงินไปใช้ในกิจการสาธารณประโยชน์หรือไม่ รอง ผบก.ปอศ. บอกว่า ในส่วนนี้ยังไม่ทราบต้องรอให้ บุ๋ม และก๊อต ชี้แจง แต่ในภาพข่าวหรือภาพต่างๆ ก็มีการทำกิจกรรมอย่างนั้นจริง ส่วนเรื่องยอดเงินที่ถูกนำไปใช้ส่วนตัวกับที่นำไปใช้ในกิจการสาธารณประโยชน์แตกต่างกันเยอะแค่ไหนนั้น รอง ผบก.ปอศ. บอกว่า เนื่องจากตอนนี้ทางมูลนิธิไม่มีการรายงานทางบัญชี หรือรายงานกับนายทะเบียน จึงยังไม่พบข้อมูลการนำเงินไปใช้สาธารณประโยชน์อะไรบ้าง แต่จากข้อมูลที่ตำรวจเจอพบว่ามีเงินออกไปกับบุคคลอื่นหรือกิจกรรมที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับมูลนิธิเป็นจำนวนมาก และอาจจะมากกว่านำไปใช้สาธารณประโยชน์ แต่ก็ยังต้องรอให้บุ๋มกับก๊อตชี้แจงก่อนว่านำไปใช้เกี่ยวกับอะไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีคำชี้แจงพร้อมกับหลักฐานด้วย เนื่องจากมีการทำธุรกรรมเกือบ 3 ล้านครั้ง และก๊อตมีการรับเงินจากมูลนิธิมาหลายปีแล้ว อย่างไรก็ตามตอนนี้ได้มีการรายงานข้อมูลให้ ป.ป.ง. ตรวจสอบเรื่องการฟอกเงินแล้ว
ส่วนจะมีการจับกุมเพิ่มนอกเหนือจาก “บุ๋ม ปนัดดา” และ “ก๊อต อธิป” หรือไม่ รอง ผบก.ปอศ. บอกว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มี แต่ก็ขึ้นอยู่กับคณะพนักงานสอบสวนจะพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ว่าใครบ้างจะเข้าข่ายข้อหาใด เพราะตอนนี้มี 3 ข้อหา คือ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และสมคบกันฟอกเงิน ส่วนกรณีกรรมการมูลนิธิรายอื่นจะกันเป็นพยานหรือมีโอกาศเป็นผู้ต้องหานั้น ก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่าเขาเกีย่วข้องมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นผู้ต้องหาทั้งหมด ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่าเข้าข่ายจะโดนดำเนินคดีหรือไม่
เมื่อถามว่าหากผู้บริจาคไปแล้วอยากได้เงินคืนจะทำได้หรือไม่ รอง ผบก.ปอศ. บอกว่า สามารถเข้ามาเป็นผู้เสียหายในคดีได้ ก็มีโอกาสได้ทรัพย์คืน แต่ก็ต้องพิจารณาทางแพ่งต่อไป