Top-PPTV-Poll Top-PPTV-Poll

ศูนย์ ACSC ระงับการโอนเงินเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ 11 ราย มูลค่ากว่า 5.6 ล้าน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ระงับการโอนเงินของผู้เสียหายทัน 11 ราย มูลค่ากว่า 5.6 ล้านบาท พบรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาสถิติคดีออนไลน์ลดลง 786 เคส

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงภายใต้ศูนย์ ACSC ตั้งแต่วันที่ 16-22 พ.ย.68 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 6,936 เคส มูลค่าความเสียหาย 620,419,457 บาท

ACSC ACSC
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)

ซึ่งคดีที่รับแจ้งลดลงจากห้วงวันที่ 9-15 พ.ย.68 จำนวน 786 เคส แต่พบว่ามูลค่าความเสียหายกลับเพิ่มขึ้น 183,728,651 บาท โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า จำนวนคดีที่รับแจ้งมีจำนวนลดลง แต่ความเสียหายกลับเพิ่มมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มว่าคนร้ายเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงเหยื่อ จากการหลอกเหยื่อรายย่อย เป็นการเจาะจงเหยื่อรายใหญ่ โดยข้อมูลความเสียหายต่อคดีที่สูงขึ้น สอดคล้องกับสถิติเชิงมูลค่าความเสียหายที่พบว่า การหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ยังคงเป็นแผนประทุษกรรมของคนร้ายที่ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นอันดับ 1 รองลงมาเป็นการหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล, หลอกให้โอนเงินโดยข่มขู่ให้เกิดความกลัว และหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ ตามลำดับ

ขณะที่สถิติการรับแจ้งความในรอบสัปดาห์นี้ พบว่าหากเทียบข้อมูลเชิงปริมาณคดี จะพบว่า การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ยังคงเป็นคดีอันดับ 1 ที่ผู้เสียหายถูกหลอกลวงมากที่สุดถึง 62.4% สะท้อนให้เห็นว่า “ตลาดออนไลน์” คือหน้าด่านแรกที่ประชาชนมีโอกาสสัมผัสกับมิจฉาชีพมากที่สุด เนื่องจากเป็นภัยที่ใกล้ตัว เข้าถึงง่าย และอาศัยความประมาท หรือความโลภในสินค้าราคาถูกเพื่อเป็นจุดโจมตี หรือโน้มน้าวใจเหยื่อ

 ขณะที่การหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล, หลอกให้โอนเงินเพื่อหารายพิเศษ และหลอกให้ลงทุน เป็นลำดับคดีที่ผู้เสียหายถูกหลอกลวงรองลงมาตามลำดับ

 

ทั้งนี้ข้อมูลประเภทคดีที่ถูกหลอก 3 อันดับแรก แบ่งตามช่วงอายุ มีดังต่อไปนี้

- อายุต่ำกว่า 18 ปี

1. หลอกขายสินค้าและบริการ (ไม่เป็นขบวนการ)

2. หลอกทำงานหารายได้พิเศษ

3. ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน

 

-  อายุ 18-25 ปี

1. หลอกขายสินค้าและบริการ (ไม่เป็นขบวนการ)

2. หลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่น

3. ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน

 

-  อายุ 26-50 ปี

1. หลอกขายสินค้าและบริการ (ไม่เป็นขบวนการ)

2. หลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่น

3. หลอกทำงานหารายได้พิเศษ

 

-  อายุ 51-60 ปีขึ้นไป

1. หลอกขายสินค้าและบริการ (ไม่เป็นขบวนการ)

2. หลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่น

3. หลอกลวงให้ลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์

 

ทั้งนี้ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยสามารถช่วยเหลือและระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้จำนวน 11 เคส คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 5,652,947 บาท โดยมีเคสที่น่าสนใจ ดังนี้

เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ระเบาะไผ่ จ.ปราจีนบุรี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายหญิงวัย 76 ปี ที่ถูกมิจฉาชีพซ้ำเติมความเดือดร้อน เริ่มต้นจากการที่ผู้เสียหายถูกคนร้ายหลอกให้โอนเงินเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ กว่า 11 ครั้ง มูลค่าความเสียหายกว่า 1,572,755.81 บาท จากนั้นได้หลอกเหยื่อเข้าบัญชีกลุ่มคนร้ายคดีฉ้อโกง พร้อมส่งเอกสารราชการปลอม หลอกเหยื่อซ้ำว่าสามารถช่วยติดตามเงินคืนให้ได้ แต่ต้องจ่ายค่าดำเนินการ ซึ่งเจ้าหน้าที่รีบเข้าถึงตัวผู้เสียหาย ระงับยับยั้งไม่ให้โอนเงินเพิ่มให้คนร้ายได้ทัน ก่อนจะพาไปแจ้งความและแนะนำให้โทรไปยังสายด่วน AOC 1441 พร้อมประสานอายัดบัญชีต่อไป

เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.5 ได้รับการประสานจาก warroom ศูนย์ ACSC หลังพบยอดเงินจากผู้เสียหายโอนเข้าบัญชีม้า จากนั้นจึงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.จว.เชียงราย รีบไปแสดงตัวต่อผู้เสียหาย แจ้งให้หยุดโอนเงินเป็นการเร่งด่วน จากการตรวจสอบพบเหยื่อเป็นหญิงวัย 54 ปี เป็นเกษตรกร อาศัยอยู่คนเดียว ตั้งใจจะไปทำงานที่ต่างประเทศ จึงประกาศขายที่ดินของตน จากนั้นได้มาพบคนร้ายประกาศผ่านเฟซบุ๊ก ประกาศรับหางานคนไปทำงานที่ต่างประเทศ เมื่อผู้เสียหายสนใจ ก็ถูกชักชวนเข้าไปคุยต่อในไลน์ ชื่อ บ.จัดหางาน SHB BAH พูดคุยกันประมาณ 1 เดือน ผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงินไปจำนวนหลายครั้ง อ้างเป็นค่าทำหนังสือเดินทาง ใบอนุญาตทำงาน พร้อมอ้างว่าก่อนจะเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศจะต้องโอนเงินไปให้เจ้าหน้าที่ ปปง. ตรวจสอบเงินในบัญชีก่อน ผู้เสียหายหลงเชื่อ โอนเงินที่มีในบัญชีธนาคารให้คนร้าย (เงินที่ได้จากการขายที่ดิน) มูลค่าความเสียหายประมาณ 1,400,000 บาท

เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.5 ได้รับการประสานจาก warroom ศูนย์ ACSC พบธุรกรรมต้องสงสัยว่าผู้เสียหายถูกหลอกลวงโอนเงินเข้าบัญชีม้า จึงประสานตำรวจ ภ.จว.แม่ฮ่องสอน เข้าช่วยเหลือเหยื่อให้หยุดโอนเงิน จำนวน 3 ครั้ง โดยผู้เสียหายรายนี้เป็นหญิง วัย 60 ปี ถูกคนร้ายหลอกลวงเป็นเซียนหุ้น ชักชวนเข้ากลุ่มไลน์ ที่มีหน้าม้าคอยช่วยกดดัน และหลอกเหยื่อให้ตายใจ ก่อนหลอกให้โอนเงินลงทุนในแพลตฟอร์มปลอม มูลค่าความเสียหาย 17,672,839 บาท

นอกจากนี้ทางศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ยังได้ปฏิบัติการจับกุมขบวนการแก๊งสแกมเมอร์ในรูปแบบต่างๆ เช่นกรณีที่ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการ Hybrid Scam ลวงรักชายวัยเกษียณ หลอกลงทุน ความเสียหายเกือบ 2 ล้านบาท จับผู้ต้องหา 12 รายทั้งชาวไทยและชาวลาว หลังทราบข้อมูลว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นอดีตคณบดี มหาวิทยาลัยชื่อดัง พูดคุยผ่านโซเชียลมีเดียกับหญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่ง (โปรไฟล์ปลอม) ก่อนจะถูกลวงให้โอนเงินร่วม 10 ครั้ง จำนวนเกือบ 2 ล้านบาท ไปลงทุนในเว็บไซต์ปลอม นำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา 23 ราย เข้าตรวจค้น 12 จุดในพื้นที่ กรุงเทพฯ, นนทบุรี, นครสวรรค์ และเชียงราย พร้อมของกลางจำนวนมาก ตรวจสอบพบว่าในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา ขบวนการนี้มีเงินหมุนเวียนรวมกันเกือบ 20 ล้านบาท โดยกลุ่มผู้ต้องหากลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับอีก 13 คดี ที่มีความเสียหายรวมกว่า 6 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นในพื้นที่จรัญสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ มีการรวมตัวกันเพื่อรับงานเบิกถอนเงินสดให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศลาว

อีกคดี ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ปฏิบัติการ จับสด รวบม้ากดเงินคาตู้ ATM ตัดตอนคอกม้าส่งเงินให้แก๊งสแกมเมอร์ รวบ 4 ผู้ต้องหา ขณะกำลังถอนเงินสดหน้าตู้ ATM ให้แก๊งสแกมเมอร์ ก่อนขยายผลเข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์สินได้จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเงินสด สมุดบัญชีธนาคาร บัตรกดเงินสด เครื่องนับเงินสดอัตโนมัติ ตู้เซฟขนาดเล็กพร้อมเงินสด รถยนต์ ยาบ้า ยาไอซ์ ยาเคตามีน และอุปกรณ์การเสพ รวมเงินสดของกลาง จำนวน 2,025,400 บาท  หลังขบวนการนี้หลอกผู้เสียหายให้โอนเงินซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมกับมีการชวนให้แอดไลน์ ก่อนหลอกให้ทำกิจกรรมภารกิจต่างๆ โดยให้โอนเงินไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายถอนเงินไม่ได้ โดยคนร้ายกลุ่มนี้ได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นไปถอนเงินสดที่หน้าตู้ ATM ในพื้นที่อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เป็นประจำ จึงนำไปสู่การจับกุมกลุ่มผู้ต้องหากลุ่มนี้

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เตือนภัยประชาชน ขณะนี้มิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์ข่มขู่ผู้เสียหายว่าพัวพันกับคดีที่ผิดกฎหมายยังคงระบาดและมีเพิ่มขึ้น โดยคนร้ายมักจะลวงให้นำทรัพย์สินมีค่าพร้อมโอนเงินไปให้ตรวจสอบ อย่างล่าสุด กรณีที่ชายหนุ่ม อายุ19 ปี ถูกคนร้ายโทรศัพท์ข่มขู่ในลักษณะดังกล่าว หลอกให้แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการโอนเงินทุกบัญชีไปให้ตรวจสอบ มิหนำซ้ำยังข่มขู่ให้นำทรัพย์สินมีค่าไปวางไว้ตามจุดต่างๆที่คนร้ายกำหนด อ้างว่าเป็นขั้นตอนการตรวจสอบทางคดี ทำให้ผู้เสียหายสูญเสียทั้งเงินสดและทรัพย์สินมีค่า จำนวนมาก ทั้งทองคำ พระเครื่อง และเครื่องประดับต่างๆ มูลค่าร่วม 10 ล้านบาท

ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐ จะไม่ทำ 3 สิ่งนี้เป็นอันขาด 1.จะไม่มีการโทรศัพท์หาผู้เสียหายและขอแอดไลน์ 2.เจ้าหน้าที่จะไม่ส่งเอกสารราชการใดๆ รวมถึงหมายเรียก หมายจับ ทางไลน์ และสำคัญที่สุด 3.เจ้าหน้าที่จะไม่มีการให้โอนเงินหรือนำทรัพย์สินมาส่งให้ตรวจสอบเป็นอันขาด หากพบการกระทำในลักษณะดังกล่าว นั่นเป็นมิจฉาชีพ!!!

Bottom-election Bottom-election

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ