จากสถานการณ์ น้ำท่วมหนักหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ หลายคนตั้งคำถามถึงงบบริหารจัดการน้ำปี 2568 ว่าจังหวัดไหนได้รับงบประมาณสูงสุด จากข้อมูลระบุว่า งบบริหารจัดการน้ำปี 2568 ได้รับจัดสรรกว่า 1 แสนล้านบาท โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ 1o1 เผยว่า งบจัดการน้ำที่สามารถระบุตำแหน่งของโครงการ ได้ลงไปยังจังหวัดในภาคอีสานมากที่สุด เนื่องจากเป็นภาคที่ยังมีสัดส่วนพื้นที่ชลประทานน้อย ปัจจุบันไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่ราว 149 ล้านไร่
ขณะที่พื้นที่ชลประทานมีอยู่ราว 35 ล้านไร่ ครอบคลุมได้เพียง 22.9% เท่านั้น ภาคอีสานมีสัดส่วนพื้นที่ชลประทานต่อพื้นที่เกษตรกรรมเพียง 13.2% ต่ำที่สุดในประเทศ
จังหวัดที่ได้รับงบประมาณจัดการน้ำมากที่สุด คือ อุบลราชธานี ที่ได้รับงบประมาณมากที่สุดสองปีติดต่อกัน เป็นจำนวน 3,799 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2567 และ 3,422 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2568 จังหวัดอุบลราชธานีเป็นพื้นที่รับน้ำจากสองแม่น้ำสายหลักคือ แม่น้ำชีและแม่น้ำมูล จึงเกิดอุทกภัยบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมาซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 43 ปี และน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้โครงการในอุบลราชธานี ได้รับจัดสรรงบประมาณมากอย่างเห็นได้ชัด
จังหวัดที่ได้รับงบบริหารจัดการน้ำมากที่สุดในปี 2568 10 ลำดับ คือ
- อุบลราชธานี 3,421 ล้านบาท
- กาญจนบุรี 2,369 ล้านบาท
- กรุงเทพมหานคร 2,334 ล้านบาท
- สงขลา 2,326 ล้านบาท
- นครศรีธรรมราช 2,259 ล้านบาท
- นครราชสีมา 2,234 ล้านบาท
- เชียงราย 2,119 ล้านบาท
- นครพนม 2,020 ล้านบาท
- บุรีรัมย์ 2,009 ล้านบาท
- เชียงใหม่ 1,903 ล้านบาท
ซึ่งหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ กรมชลประทาน สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจพัฒนาพื้นที่ชลประทานให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รองลงมาคือ กรมโยธาธิการและผังเมือง สังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งใช้งบส่วนใหญ่ไปกับการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง และกรมทรัพยากรน้ำ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณมากเป็นลำดับต้น มักเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำโดยตรง หรือมีพื้นที่รับผิดชอบจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่น่าสนใจคือกองบัญชาการกองทัพไทยซึ่งได้รับงบประมาณสูงถึง 1,380 ล้านบาท ซึ่งจัดสรรให้กับโครงการเพียงรายการเดียวเท่านั้นคือ “ค่าก่อสร้างและจัดหาแหล่งน้ำที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า 10 ล้านบาท” จะเห็นว่างบจัดการน้ำ 88.3% อยู่กับหน่วยราชการส่วนกลาง ขณะที่กรมชลประทานซึ่งมีบทบาทในการบริหารจัดการน้ำมากที่สุด เป็นหน่วยงานที่ไม่มีส่วนราชการระดับจังหวัด โดยจะใช้ชื่อหน่วยงานในแต่ละพื้นที่ว่า ‘โครงการ’ เช่น โครงการชลประทานเชียงราย ซึ่งขึ้นตรงต่ออธิบดีในส่วนกลาง แตกต่างไปจากหน่วยงาน อาทิ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ซึ่งขึ้นกับราชการส่วนภูมิภาค
ในขณะเดียวกัน จะเห็นว่างบจัดการน้ำที่ลงไปในหน่วยงานที่ใกล้ชิด กับการบริหารจัดการพื้นที่มากยิ่งขึ้น เช่น ราชการส่วนจังหวัดและกลุ่มจังหวัดมีเพียง 4.5% ส่วนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับงบประมาณเพียง 3.8% ซึ่งรวมถึงเงินอุดหนุนที่ได้รับจัดสรรผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแล้ว บทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งอาจต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในการถ่ายโอนอำนาจการบริหารจัดการน้ำ แต่ละระดับอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามจากแนวโน้มในปัจจุบันจะเห็นว่าโครงสร้างการจัดการและการกระจายงบประมาณที่ตามลงไปยังคงกระจุกตัวอยู่กับราชการส่วนกลางมาก
ทั้งนี้ หากพิจารณาแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำในช่วงสามปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีกรอบวงเงินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพิ่มจาก 334,256 ล้านบาท เป็น 337,736 ล้านบาท และ 440,431 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 66 - 68 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ข้อมูลเท่าที่มีการเปิดเผยแสดงให้เห็นว่า หลังจากผ่านกระบวนการงบประมาณแล้ว โครงการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณอาจมีเพียงราว 1 ใน 3 เท่านั้น Dashboard Thai Water Plan ระบุว่าในปีงบ 66 มีโครงการตามแผนน้ำที่ได้รับจัดสรรเป็นวงเงิน 100,252 ล้านบาท และเบิกจ่ายได้จริง 77,875 ล้านบาท หมายความว่าท้ายที่สุดแล้ว งบถูกนำไปใช้ดำเนินงานจริงตามแผนเพียง 23.3%
ข้อมูลจากเว็บไซต์ : 1o1 World