จากกรณีที่บริษัทชื่อดังได้ออกมาประกาศปิดงานงดจ้าง สหภาพแรงงานและสมาชิกสหภาพที่เกี่ยวข้อง ภายหลังจากที่ตกลงข้อพิพาทเรื่องโบนัสไม่ลงตัว จนเกิดคำถามขึ้นมากมายว่า การประกาศปิดงานงดจ้างนั้น มีความแตกต่างกับ การเลิกจ้างอย่างไร?
ข้อมูลจากพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ให้ความหมาย "การปิดงาน" ไว้ว่า การที่นายจ้างปฏิเสธไม่ยอมให้ลูกจ้างทํางานชั่วคราว เนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน
ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่มีการเจรจากันภายในกำหนดหรือตกลงกันไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 บัญญัติไว้ในมาตรา 21 ว่า ให้ถือว่าได้มี "ข้อพิพาทแรงงาน" เกิดขึ้นและให้ฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้อง แจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่พ้นกำหนด หรือวันแต่เวลาที่ตกลงกันไม่ได้แล้วแต่กรณี
มาตรา 22 ระบุว่า เมื่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้รับแจ้งตามมาตรา 21 แล้ว ให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ดำเนินการไกล่เกลี่ยและให้ฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้องและฝ่ายรับข้อเรียกร้อง ตกลงกันภายในกำหนด 5 วัน นับแต่วันที่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้รับหนังสือแจ้ง
ในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ภายในระยะเวลา ให้ถือว่าข้อพิพาทแรงงานนั้นเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ นายจ้งและลูกจ้าง อาจตกลงตั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน หรือนายจ้างจะปิดงานหรือลูกจ้างจะนัดหยุดงานโดยไม่ขัดต่อกฎหมายก็ได้
นอกจากนั้น พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ยังมีรายละเอียดกฎหมายเกี่ยวกับ "การปิดงานและการนัดหยุดงาน" บัญญัติไว้อยู่ในหมวด 3 ซึ่งมาตรา 34 ระบุว่า ห้ามมิให้นายจ้างปิดงานหรือลูกจ้างนัดหยุดงานในกรณี ดังต่อไปนี้
- เมื่อยังไม่มีการแจ้งข้อเรียกร้องต่ออีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 13 หรือได้แจ้งข้อเรียกร้องแล้ว แต่ข้อพิพาทแรงงานนั้น ยังไม่เป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตามมาตรา 22 วรรคสาม
- เมื่อฝ่ายหนึ่งซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงตามมาตรา 18 ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลง
- เมื่อฝ่ายซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ไกล่เกลี่ยตามมาตรา 22 วรรคสอง ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลง
- เมื่อฝ่ายซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งชี้ขาดของผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน ซึ่งตั้งตามมาตรา 25 หรือมาตรา 26 ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งข้างต้น
- เมื่ออยู่ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ตามมาตรา 23 หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลแรงงานที่รับฟังคำวินิจฉัยของรัฐบาลตามมาตรา 23 หรือคำชี้ขาดของผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 24
- เมื่ออยู่ในระหว่างการชี้ขาดของผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน ซึ่งตั้งตามมาตรา 25 หรือมาตรา 26
ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ห้ามมิให้นายจ้างปิดงานหรือลูกจ้างนัดหยุดงาน โดยมิได้แจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน และอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างต่ำ 14 ชั่วโมงแต่ก่อนการปิดงาน
มาตรา 35 ระบุว่า ในกรณีที่รัฐบาลเห็นว่าการปิดงานหรือการนัดหยุดงานนั้นอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศ หรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ หรืออาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ให้รัฐบาลมีอำนาจ ดังต่อไปนี้
- สั่งให้นายจ้างซึ่งปิดงานรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน และสั่งให้นายจ้างจัดการที่เคยจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้น
- สั่งให้ลูกจ้างซึ่งนัดหยุดงานกลับเข้าทำงานตามปกติ
- จัดให้บุคคลเข้าทำงานแทนนายจ้างซึ่งมิได้ทำงานเพราะการปิดงานหรือการนัดหยุดงาน นายจ้างต้องยอมให้บุคคลเหล่านั้นเข้าทำงาน และห้ามมิให้ลูกจ้างขัดขวางให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่บุคคลที่เข้าทำงานดังกล่าวแทนที่เคยจ่ายให้แก่ลูกจ้าง
- สั่งให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดในการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน
ทั้งนี้ มาตรา 139 กำหนดไว้ว่า นายจ้างหรือลูกจ้างผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 34 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ