ภายหลัง บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ออกหนังสือแจ้งปิดงานงดจ้าง สหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี และสมาชิกสหภาพที่เกี่ยวข้อง หลังตกลงข้อพิพาทเรื่องโบนัสไม่ลงตัวนั้น ล่าสุดในรายการ "กรรมการข่าวคุยนอกจอ" ได้สัมภาษณ์และพูดคุยกับ นายมานิตย์ ปิยัง ประธานสหภาพแรงงานไดกิ้น โดยระบุว่า ที่ผ่านมามีการเจรจาภายในกับบริษัทถึง 8 ครั้ง รวมถึงไปไกล่เกลี่ยกับแรงงานที่ศรีราชาอีก 3 ครั้ง เมื่อวานนี้ (4 ธ.ค. 68) เป็นการคุยกันรอบที่ 12 จนนำมาสู่การออกหนังสือแจ้งปิดงานงดจ้าง
นายมานิตย์ ยังเล่าถึงที่มาที่ไปในการออกประท้วงบริษัทว่า ในส่วนของโบนัสเรามีการพูดคุยกันทุกปี โดยหลักการถ้าบริษัทมีกำไร โบนัสก็ต้องเพิ่มขึ้น ปีที่แล้วบริษัทจ่ายโบนัสมา 7 เดือน บวก 21,000 บาท แต่มาในปีนี้เมื่อบริษัทมีกำไร ทางสหภาพแรงงานก็เรียกร้องให้ได้มากกว่าเดิมอยู่แล้ว โดยเราขอไปที่ 8 เดือน บวกอีก 28,000 บาท แต่เมื่อเรียกร้องไปแล้ว คงไม่ได้ตามที่ขอแน่ๆ ก็จะได้ 7 เดือน หรือ 7.5 เดือน บวกอีก 20,000 บาท เพราะว่ากำไรมากกว่าเดิม ผลประกอบการของบริษัทหลายๆ ส่วน ดูจากงบดุลถือว่าดีมาก มีสภาพคล่องมาก โดยปกติเป็นทุกปี หากในปีนั้นบริษัทกำไรมากขึ้นกว่าเดิม เราก็ต้องเรียกเพิ่มอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าปีที่แล้วได้โบนัสมา 7 เดือน บวก 21,000 บาท พร้อมการขึ้นเงินเดือนอีก 4.5% ส่วนนี้ได้มาจากการเจรจาหรือทางบริษัทให้มาแล้วพอใจเลย นายมานิตย์ ระบุว่า เป็นผลจากการเจรจา แต่ปีนี้ทางบริษัทเสนอมา 5 เดือน บวก 12,000 บาท ขณะนี้สภาพแรงงานเรียกร้อง 8 เดือน บวก 28,000 บาท ขึ้นเงินเดือน 6% เรื่องนี้ก็ต้องหาทางเจรจาหาจุดร่วมที่อยู่ตรงกลาง เพราะหากปีนี้เราดูจากผลประกอบการภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นกำไร ตัวอย่างในปีที่แล้ว 2567 อยู่ที่ 5,500 ล้านบาท มาในปี 2568 กำไรอยู่ที่ 5,900 ล้านบาท และในปีนี้งบการเงินของบริษัทมีการปันผลอีก 5,500 กว่าล้านบาท ก็ถือว่าบริษัทมีสภาพคล่อง เพราะมีการปันผลออกไป ทั้งนี้ทางสหภาพแรงงานไม่ได้ดูเฉพาะกำไรสุทธิ เราดูในส่วนของภาพรวมของงบการเงินด้วย ทุกอย่างมีสภาพคล่องที่ดีหมดเลย
นายมานิตย์ ยังกล่าวด้วยว่า "ทางสหภาพแรงงานไดกิ้นไม่ได้ขอมากขึ้น แต่มาขึ้นนิดหน่อยก็ถือว่าโอเคแล้ว" ซึ่งในทุกปีเรามีการพูดคุยกันอยู่แล้ว หากกำไรเพิ่มแต่เราเรียกร้องลดลงก็คงไม่ถูก เพราะว่าพนักงานก็คงไม่ยอม เป็นเรื่องปกติ
ส่วนล่าสุดที่บริษัทมีการเจรจาว่าให้โบนัส 6 เดือน บวกเงิน 12,000 บาท และเงินเดือนขึ้น 2% นายมานิตย์ เผยว่า ตัวเลขเงินเดือนขึ้นเปลี่ยนแล้วเป็น 3% แต่ถึงอย่างไรก็ยังน้อยอยู่ เนื่องจากพนักงานแต่ละคนมีฐานเงินเดือนน้อย ทุกวันนี้ค่าครองชีพก็สูงขึ้นด้วย จึงมองว่าควรขึ้นมากกว่านี้
แม้ตอนนี้จะยังตกลงกันไม่ได้ แต่บริษัทได้ให้เหตุผลกับสหภาพแรงงานไดกิ้นว่า บริษัทต้องมีเงินสดเพื่อใช้บริหารงานต่อ เนื่องจากเศรษฐกิจในอนาคตและภาพรวมต่อไปอาจไม่ดี มีคู่แข่งที่ผลิตเครื่องปรับอากาศเยอะขึ้น แต่ในมุมของสหภาพแรงงาน มองว่าถึงบริษัทจะเจอคู่แข่ง แต่กำไรก็ยังเพิ่มขึ้นทุกปี แถมสภาพคล่องก็ดีมาก จึงมองว่าบริษัทน่าจะจ่ายได้ในส่วนนี้
นายมานิตย์ ยืนยันว่า โบนัสเท่ากับปีที่แล้ว 7 เดือน ก็ได้ แต่ขอเงินพิเศษเพิ่มเป็น 30,000 บาท ส่วนเงินเดือนจะขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์นั้น ตอนนี้ยังตกลงกันไม่ได้ ขอเพียงอย่างเดียว อย่าให้น้อยกว่าปีที่แล้วที่ขึ้น 4.5% หรืออาจจะอยู่เท่าเดิมก็ได้
ส่วนการออกหนังสือแจ้งปิดงานงดจ้าง ทางสหภาพแรงงานไดกิ้นไม่เคยรู้มาก่อน ในเมื่อเรามีการเจรจามาตลอด รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีก็เป็นห่วง ขอให้ทางสหภาพแรงงานไม่นัดหยุดงาน และบริษัทก็ยังไม่ควรปิดงานจ้าง ในท้ายที่สุดเมื่อมีหนังสือปิดงานจ้างออกมา ก็ทำให้แรงงานหลายคนเกิดความงง เพราะที่ผ่านมาเราได้พูดคุยมาตลอด มีคนกลางมาร่วมคุยไกล่เกลี่ย เราเจรจาแบบนี้ทุกปี ที่ผ่านมาไดกิ้นไม่เคยประกาศปิดงานแบบนี้เลย มาปีนี้ก็แปลกใจมาก ไม่รู้ว่าบริษัทคิดอะไร
สำหรับผลกระทบ หลังบริษัทประกาศปิดงานงดจ้าง นายมานิตย์ ระบุว่า คนที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานถูกปิดงานก่อน ไม่สามารถเข้ามาทำงานได้ ส่วนใครที่ไม่ได้เป็นสมาชิกก็เข้าทำงานได้ ที่แน่ๆ กรรมการสหภาพแรงงานถูกปิดงานก่อนแน่ๆ ส่วนสมาชิกในสหภาพแรงงานมีทั้งหมด 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไดกิ้นอินดัสตรีส์ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท ไดกิ้นแอร์คอนดิชั่นนิ่ง จำกัด, บริษัท ไดกิ้นคอมเพรสเซอร์ จำกัด ซึ่งใน 3 บริษัทนี้ นายมานิตย์เป็นประธานสหภาพแรงงานเพียงคนเดียว รวมกันเป็นสหภาพเดียวกัน แต่นิติบุคคลแยกกัน ประธานแต่ละบริษัทจึงเป็นคนละคน แต่การประกาศปิดงานงดจ้างเกิดเฉพาะที่ไดกิ้นอมตะรักษ์ หรือ บริษัท ไดกิ้นอินดัสทรีส์ จำกัด เท่านั้น ส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างการเจรจา ยังหาข้อสรุปไม่ได้
สำหรับไดกิ้นอมตะรักษ์ ได้รับผลกระทบทั้งหมด 1,500 คน โดยทั้งหมดนี้ยังต้องการเจรจาและไกล่เกลี่ยว่าเรื่องนี้จะจบได้หรือไม่ โดยจะนัดเจรจาไกล่เกลี่ยอีกรอบในวันจันทร์ที่ 8 ธ.ค. 68 ในช่วงที่ไม่ได้เงินเดือนและไม่ต้องทำงาน ทางสหภาพแรงงานก็คงมีการพูดคุยกับกลุ่มแรงงานต่อไป เพื่อหาทางออกกับเรื่องนี้
นายมานิชย์ ตัวแทนสหภาพแรงงาน เปิดเผยถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างพนักงานและบริษัท เกี่ยวกับการปรับปรุง “สวัสดิการทองคำ” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้
ในตามระเบียบเดิม พนักงานที่มีประวัติการทำงานดีเยี่ยม คือ ไม่ขาดงาน ไม่ลางาน ไม่มาสาย (ยกเว้นการลาในสิทธิ์) ติดต่อกันตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินสดและทองคำเป็นสวัสดิการ โดยผู้ที่ทำงานครบ 10 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินสด 10,000 บาท และทองคำ 3 บาท ซึ่งเป็นสวัสดิการที่ทำสัญญาเป็นรายบุคคลตั้งแต่วันเริ่มงาน และระบุไว้ชัดเจนในข้อบังคับบริษัท
อย่างไรก็ตาม บริษัทยื่นข้อเสนอใหม่ให้ยกเลิกการให้ทองคำ และปรับเป็นสวัสดิการเงินสดสูงสุด 40,000 บาทแทน โดยให้เหตุผลว่าราคาทองคำปรับตัวสูงต่อเนื่องและผันผวน ทำให้บริษัทตั้งงบประมาณได้ยาก อีกทั้งต้องการให้สวัสดิการเป็นมาตรฐานเดียวกันกับพนักงานที่เข้าทำงานหลังปี 2555 ซึ่งได้รับเงินสดสูงสุดเพียง 40,000 บาทเช่นกัน
ด้านสหภาพแรงงานระบุว่า ไม่สามารถยอมรับข้อเสนอดังกล่าวได้ เนื่องจากสวัสดิการทองคำเป็นสิทธิที่พนักงานลงนามไว้ตั้งแต่แรก และถือเป็นข้อตกลงที่บริษัทต้องปฏิบัติตาม โดยปัจจุบันราคาทองที่สูงขึ้น ส่งผลให้สวัสดิการของพนักงานที่ทำงานเกิน 10 ปี มีมูลค่ารวมเกือบ 200,000 บาท หากปรับใหม่ตามที่บริษัทเสนอ จะทำให้พนักงานเสียสิทธิอย่างมาก
สหภาพฯ เสนอว่าบริษัทควรเปิดโอกาสให้พนักงานกลุ่มที่ได้รับสวัสดิการทองคำเข้าพูดคุยหารือโดยตรง โดยมีสหภาพแรงงานทำหน้าที่เป็นคนกลาง เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมและไม่กระทบสิทธิของแรงงาน
สหภาพแรงงานยังระบุด้วยว่า ข้อมูลที่ระบุว่าฝ่ายแรงงานเรียกร้องโบนัสสูงถึง 11–12 เดือน พร้อมเงินพิเศษ 100,000–200,000 บาทนั้น “ไม่เป็นความจริง” โดยย้ำว่าโบนัสสูงสุดที่บริษัทเคยจ่าย คือ 7.8 เดือน พร้อมเงินพิเศษ 25,000 บาทเท่านั้น