จากกรณีการเสียชีวิตปริศนาของ "นัทปง" หรือ นายณัฐวุฒิ ปงลังกา นักข่าวชื่อดัง ซึ่งเสียชีวิตอย่างกะทันหันที่บ้านพักย่านบางกรวย จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ หลังจากผลชันสูตร พบสารไซยาไนด์ ในกระแสเลือดและกระเพาะอาหาร พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล หรือ อาจารย์โต้ง อาจารย์ประจำคณะอาชญาวิทยา และการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเสียชีวิตปริศนาของ ณัฐวุฒิ ปงลังกา ที่พบสารไซยาไนด์ในร่างกาย
โดยเน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญในการแยกแยะระหว่างการฆ่าตัวตาย และการฆาตกรรม ตลอดจนความสำคัญของพยานหลักฐานและพยานบุคคล
พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ระบุว่าหลักการพิจารณาเบื้องต้นในคดี ที่มีการพบสารพิษ คือต้องพิจารณา 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ เป็นการฆ่าตัวตาย หรือเป็นการฆาตกรรม ถ้าเป็นปัจจัยการฆ่าตัวตาย มักเกิดจากความเครียดส่วนตัว ปัญหาครอบครัว ปัญหาหนี้สิน หรือโรคประจำตัว เช่น โรคซึมเศร้า ผู้ที่คิดฆ่าตัวตายมักมีสัญญาณบ่งบอก เช่น การพูดเปรยกับคนใกล้ชิดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือการระบายข้อความผ่านสังคมออนไลน์ ขณะที่ปัจจัยการฆาตกรรม มักมีวัตถุประสงค์และเหตุจูงใจที่เกี่ยวข้องกับ ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความแค้นใจ หรือผลประโยชน์ทางธุรกิจ
พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ชี้ว่าการที่ผู้เสียชีวิตเคยกล่าวกับคนใกล้ชิดหรือเพื่อนว่า ตนเองมีสารไซยาไนด์อยู่ เป็นข้อมูลที่ตำรวจต้องตรวจสอบต่อว่าสารดังกล่าวถูกครอบครองไว้อย่างไร เนื่องจากไซยาไนด์เป็น สารควบคุม ตาม พ.ร.บ. สารเคมีอันตราย ซึ่งไม่สามารถหาได้ตามร้านค้าทั่วไป และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม ต้องกำกับดูแล การครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจมีโทษทางอาญา ดังนั้น ตำรวจจึงต้องสืบหาเส้นทางการได้มาซึ่งสารตัวนี้อย่างละเอียด
ส่วนกรณีแชตปริศนาของนาย ก. ซึ่ง พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ มองว่า เป็นตัวละครสำคัญ เนื่องจากแชตสนทนาระหว่างผู้เสียชีวิตกับบุคคลที่เรียกว่า " ก." ที่มีการทวงถาม "สัญญา" และพูดถึง "ไซยาไนด์" อาจารย์กฤษณพงค์กล่าวว่า ตำรวจต้องตรวจสอบความจริงของแชต และตามหาว่า ก. คือใคร และหากมีการส่งมอบสารจริง ก. ได้สารมาได้อย่างไร เพราะสารนี้อยู่ภายใต้การควบคุม
"นาย ก." ถือเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญที่จะไขปริศนาในคดีนี้ หากผู้เสียชีวิตร้องขอสารนี้ และนาย ก. ยังให้ไป ทั้งที่ทราบว่าสารดังกล่าวเป็นอันตราย และหากนำไปใช้โดยเจตนา เช่น ผสมในอาหารหรือเครื่องดื่มจนทำให้เสียชีวิต ก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย แม้ในเบื้องต้นตำรวจอาจเชิญตัวนาย ก. มาให้ปากคำในฐานะพยาน เพื่อสอบถามถึงการรับรู้เรื่องสาร การมอบให้ และที่มาของสาร แต่ท้ายที่สุดแล้ว ตำรวจจะปรับข้อเท็จจริงเข้ากับหลักกฎหมายเพื่อพิจารณาความผิดทางกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ได้ชี้ถึงหลักเกณฑ์ในการแยกแยะการฆ่าตัวตายด้วยตนเองกับการถูกฆาตกรรม โดยเน้นย้ำที่ช่วงเวลาของการได้รับสาร เนื่องจากไซยาไนด์ออกฤทธิ์เร็วมาก โดยผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ระบุว่า ไม่เกิน 10 - 15 นาที ร่างกายจะขาดออกซิเจนและเสียชีวิตได้ นั่นหมายความว่าผู้เสียชีวิตได้รับสารในช่วงเวลาที่อยู่ ณ ที่เกิดเหตุนั้นเอง
จุดตัดสินสำคัญ คือ การให้ปากคำของพยานที่ใกล้ชิด หากพยานให้ข้อมูลว่าผู้เสียชีวิตกลับเข้าบ้านมาในอาการที่กำลังหลับ หรือหลับไม่ได้สติ ซึ่งอาจมีแอลกอฮอล์ในร่างกายร่วมด้วย คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นทันที คือ คนหลับจะสามารถลุกขึ้นไปทานไซยาไนด์ได้อย่างไร หากเป็นการฆ่าตัวตายโดยเจตนา ผู้ที่ตัดสินใจจะกระทำขณะมีสติ ก่อนที่จะเข้านอน ดังนั้น ข้อมูลที่ขัดแย้งกันนี้ จะเป็นประเด็นคำถามที่ตำรวจต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัด
คดีนี้ได้รับความสนใจจากสาธารณชน พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ได้ฝากข้อแนะนำในการนำเสนอข่าวว่า ควรนำเสนอในลักษณะที่เป็น ข้อเท็จจริง และควรหลีกเลี่ยงการสร้าง ดรามา รวมถึงการลงรายละเอียดที่อาจทำให้เกิดการเลียนแบบได้ นอกจากนี้ ควรให้ความรู้แก่สังคมว่าไซยาไนด์เป็นสารควบคุม และรัฐบาลโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ ควรมีการควบคุมที่เข้มงวดมากกว่านี้ เพื่อป้องกันการเข้าถึงสารอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต
พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ทิ้งท้ายว่าด้วยการแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และหวังว่าตำรวจจะทำงานอย่างเต็มที่ในการคลี่คลายคดีปริศนานี้ พร้อมเรียกร้องให้พยานทุกคน รีบเข้าให้ข้อมูลกับตำรวจให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวน