“อาจารย์โต้ง” เปิดเบื้องลึกปมเลิกจ้าง ตั้งข้อสงสัยหลังอธิการบดีถอนแจ้งความปมลักดิน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“อาจารย์โต้ง” เปิดเบื้องลึกปมเลิกจ้าง ตั้งข้อสงสัยหลังอธิการบดีคนใหม่ ถอนแจ้งความปมลักจนดินมหาวิทยาลัย

จากกรณี พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงษ์ พูตระกูล หรือ อาจารย์โต้ง นักอาชญาวิทยาชื่อดัง เปิดเผยผ่านรายการดังว่ามีการลักลอบขนดินออกจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ทำให้อธิการบดีคนเดิมขณะนั้นไปแจ้งความดำเนินคดี และประเด็นดังกล่าวทำให้อาจารย์โต้งถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับเงินชดเชย  ล่าสุดคดียังไม่มีความคืบหน้า จึงเข้ายื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้าต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมตั้งคำถามถึงสาเหตุที่อธิการบดีคนใหม่ไปถอนแจ้งความ มีใครเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทำให้คดีไม่คืบหน้าหรือไม่

พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงษ์ พูตระกูล หรือ อาจารย์โต้ง ช่างภาพพีพีทีวี
พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงษ์ พูตระกูล หรือ อาจารย์โต้ง

พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงษ์ พูตระกูล หรือ อาจารย์โต้ง อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักอาชญาวิทยาชื่อดัง ยื่นหนังสือถึง พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อติดตามผลคดีขนดินออกไปจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง อาจารย์โต้ง เปิดเผยว่าเมื่อครั้งยังเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย ได้รับเป้าหมายจากอธิการบดีคนก่อนหน้านี้ ให้เป็นประธานสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาลงโทษทางวินัย กรณีที่ตรวจสอบพบว่ามีการขนดินออกจากมหาวิทยาลัย และเนื่องจากตนเองเคยรับราชการตำรวจและเคยทำงานด้านสอบสวนมาก่อน หากดูจากพยานหลักฐาน ทั้งคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิด รูปภาพ พยานบุคคล และพยานเอกสาร ที่มีความเชื่อมโยงกันพบว่าเป็นดิน และพบว่าผู้ถูกกล่าวหาทำผิดระเบียบมหาวิทยาลัยจริงซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์และลงโทษตามระเบียบขั้นตอน

และเนื่องจากขณะนั้นอธิการบดีได้มอบอำนาจให้ทนายความไปแจ้งความที่ สภ.ปากคลองรังสิต จ.ปทุมธานี ดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นโทษอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้ ซึ่งปกติตำรวจต้องมีการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เช่น ตรวจสอบคนขับรถบรรทุกที่ขนดินออกไป หรือตรวจสอบเส้นทางรถว่านำดินไปทิ้งไว้จุดไหน เป็นที่ของใคร  ซึ่งต้องไปตรวจสอบเจ้าของที่ต่อว่า มีการรับซื้อที่ดินหรือไม่ รวมถึงความเชื่อมโยงเส้นทางการเงินของผู้ถูกกล่าวหาและบริษัทที่มีการขนดิน

อาจารย์โต้ง บอกว่าข้อสังเกตที่สำคัญคือบริษัทที่ขนดินออกไปทำบันทึกรับสารภาพกับมหาวิทยาลัยว่า มีการขนดินออกไปจริง ซึ่งมีหลักฐานทุกอย่างและมีพยานบุคคลยืนยัน คดีไม่น่ายุ่งยากหรือซับซ้อน และเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ได้ไปติดตามคดีจาก สภ.ปากคลองรังสิต พบว่าคดียังไม่มีความคืบหน้า พร้อมตั้งคำถามว่ามีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำให้คดีไม่คืบหน้าหรือไม่

เมื่อคดีไม่คืบหน้า จึงทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร ทวงถามผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษร จนกระทั่งตนเองถูกเลิกจ้าง ประเด็นนี้ผลการสอบสวนจึงมีความสำคัญว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับใคร อย่างไรบ้าง วันนี้จึงมายื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นครั้งที่ 2 เพื่อติดตามความคืบหน้าในคดีนี้ ส่วนคดีจะคืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหนเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน และผู้กำกับการ สภ.ปากคลองรังสิต ต้องอธิบายประเด็นนี้

ส่วนที่ตำรวจมองว่าตนเองไม่ใช่เจ้าทุกข์ และไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์หรือดินในมหาวิทยาลัย รวมถึงเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมา ทรัพย์สินไม่ได้รับความเสียหาย อาจารย์โต้ง ระบุว่ามหาวิทยาลัยมีสถานะเป็นนิติบุคคล เป็นบริษัท มีผู้ถือหุ้นหลายคน และอธิการบดีคนเดิมที่ไปแจ้งความก็มีความคาดหวังอยากทราบว่ามีใครเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ้าง ส่วนที่ตำรวจบอกว่าตนเองไม่ใช่เจ้าทุกข์ และไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย อาจารย์โต้งบอกว่าตนเองเป็นประธานสอบข้อเท็จจริง และพบความเชื่อมโยงว่ามีการกระทำความผิดระเบียบมหาวิทยาลัยจริง เพราะฉะนั้นการจะพิสูจน์ และลักทรัพย์หรือไม่ เป็นหน้าที่ของตำรวจเพราะเป็นเรื่องเจตนาภายในว่ามีการทุจริตแค่ไหน

และเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 มหาวิทยาลัยได้มีการเปลี่ยนอธิการบดี โดยให้เหตุผลว่าปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ และทราบภายหลังว่ามีการไปถอนแจ้งความร้องทุกข์ จึงตั้งคำถามว่าทำไมอธิการบดีคนเดิมยืนยันว่าจะดำเนินคดี แต่เมื่อเปลี่ยนอธิการบดีกลับพบว่ามีการถอนแจ้งความ ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แม้จะมีการถอนแจ้งความแล้ว กระบวนการทางกฎหมายก็ต้องดำเนินหน้าต่อ ไม่สามารถหยุดได้

ส่วนที่มหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์ว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องเท็จ อาจารย์โต้ง บอกว่าตนเองมีหลักฐานทุกอย่าง และยืนยันว่าไม่ได้มีเรื่องโกรธเคืองกับใครในมหาวิทยาลัย จึงไม่มีเหตุผลที่จะไปกล่าวหาใครและกล่าวเรื่องเท็จ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ใครแถลงการณ์อะไรหรือพูดอะไรต้องรับผิดชอบ ตนเองก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่พูด หากไม่มีหลักฐานก็ต้องรับผิดชอบเอง และพร้อมตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงกับมหาวิทยาลัย และเปิดหลักฐานทุกอย่าง รวมถึงเชิญกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ตำรวจที่รับผิดชอบคดีมาด้วย ซึ่งเป็นเรื่องหลักธรรมาภิบาลของประเทศนี้ว่า ที่ตนเองออกมาพูดและทำหน้าที่ในการตรวจสอบทุจริตแต่กลับถูกเลิกจ้าง โดยเชื่อว่าสาเหตุมาจากเรื่องนี้

อาจารย์โต้ง ยอมรับว่าเสียใจ แต่ถึงแม้มหาวิทยาลัยจะไม่เห็นคุณงามความดีที่ตนเองเคยทำ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหลักสูตรและก่อตั้งคณะอาชญาวิทยาขึ้นมาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว รวมถึงปฏิรูประบบความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในมหาวิทยาลัย “ท่านมาทุบผมแบบนี้ ไม่เป็นไร แต่อย่ามาทุบความยุติธรรมของคนในประเทศนี้” หมายความว่าอย่ามาบิดเบือน ทุกอย่าง และทุกกระบวนการต้องมาพิสูจน์กัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้เป็นผลพวงมาจากความขัดแย้งในครอบครัวของผู้ที่มีอํานาจเหนือกว่าผู้บริหาร ประเด็นนี้จริงเท็จอย่างไร อาจารย์โต้ง บอกว่า เรื่องความขัดแย้ง คนในมหาวิทยาลัยทราบกันดี และคนนอกมหาวิทยาลัยที่รู้จักก็คงทราบกันดี  ซึ่งช่วงที่มีคําสั่งให้ดําเนินการตามระเบียบและกฎหมาย ตนเองได้รับข้อความว่า ”ทําไมต้องทําแบบนี้“

เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่ ที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม แต่บุคคลเหล่านั้นเป็นครอบครัวเดียวกัน และท้ายที่สุดเลือดเดียวกันจะทําให้กลายเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งหรือไม่  อาจารย์โต้ง บอกว่าครอบครัวและคนใกล้ชิดเคยเตือนแล้วว่า ทําอย่างไรให้เรื่องไม่บานปลาย ซึ่งตนเองพยายามทําให้ทุกอย่างตรงไปตรงมา แต่ในเมื่ออธิบการบดีมอบหมายให้ตนเองดําเนินการตรวจสอบ และบอกว่าตนเองเคยเป็นตํารวจและเป็นนักอาชญาวิทยา คนรู้จักทั้งประเทศว่าเป็นคนตรงไปตรงมา จึงวางใจมอบหมายให้ดําเนินการในเรื่องนี้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ