รองศาสตราจารย์ พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล หรือ อาจารย์โต้ง นักอาชญาวิทยา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจับกุมนายฑนา หรือ ป๋อง และนายธงชัย หรือ ธง ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมซึ่งกำลังเป็นคดีสะเทือนขวัญของสังคมจนมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงโทษประหารชีวิตของผู้กระทำผิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องว่า ตามนิยามทางอาชญาวิทยาเดิม “ฆาตกรต่อเนื่อง” (Serial Killer) หมายถึง ผู้กระทำความผิดคนเดียวกัน หรือกลุ่มเดียวกัน ที่ก่อเหตุฆาตกรรมตั้งแต่ 2-3 คดีขึ้นไป
ดังนั้น หากพิจารณาจากข้อมูลของคดีป๋อง ซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุซ้ำหลายครั้ง และเป็นอาชญากรรมร้ายแรง เข้าลักษณะของฆาตกรต่อเนื่องตามนิยามของ FBI เช่นกัน
ส่วนกรณีของป๋องที่ก่อนปล่อยตัว กรมราชทัณฑ์ได้ประเมินความเสี่ยงและเสนอให้ศาลใช้มาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ (JSOC) นั้น อาจารย์โต้ง กล่าวว่า พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ พ.ศ. 2565 มีหลักการที่ดี เพราะเกิดขึ้นจากสถิติที่พบว่า ผู้พ้นโทษจำนวนมากกลับไปกระทำผิดซ้ำ โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรกหลังพ้นโทษ สาเหตุสำคัญคือผู้พ้นโทษหางานทำยาก ใช้ชีวิตในสังคมลำบาก จึงหวนกลับไปก่ออาชญากรรมอีก กฎหมายฉบับนี้จึงมุ่งลดความเสี่ยงผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การเฝ้าระวังโดยชุมชน เจ้าหน้าที่คุมประพฤติ อาสาสมัครคุมประพฤติ และกำหนดให้ผู้พ้นโทษต้องมารายงานตัวเป็นระยะ
แต่กรณีของนายป๋อง สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะอยู่ภายใต้มาตรการของกฎหมายฉบับนี้แล้ว ก็ยังสามารถกลับไปก่อเหตุซ้ำได้ จึงจำเป็นต้องทบทวนว่าการบังคับใช้มีช่องโหว่ตรงไหน
นอกจากนี้ ผู้ต้องหารายนี้ยังเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และมีวิธีการหลอกลวงเหยื่อ เช่น แอบอ้างเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ ใช้ป้ายแสดงตัวเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ สะท้อนว่ามีการเรียนรู้และพัฒนาวิธีการก่อเหตุ แตกต่างจากอาชญากรทั่วไป และพยายามหาวิธีเอาตัวรอดจากการจับกุม ซึ่งรายละเอียดสุดท้ายยังต้องรอผลการสืบสวนของตำรวจ
ส่วนกรณีที่เติบโตในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง ไม่ได้กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องทุกคน จากข้อมูลทางวิชาการทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ยืนยันตรงกันว่า เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย การด่าทอด้วยคำหยาบซ้ำ ๆ หรือการล่วงละเมิดทางเพศ มีความเสี่ยงสูงที่จะซึมซับพฤติกรรมความรุนแรง และมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนที่เติบโตมาในครอบครัวลักษณะนี้ จะกลายเป็นฆาตกรหรืออาชญากร เพราะหากภายหลังได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ได้พบเพื่อนที่ดี ครูที่ดี หรือมีหลักยึดเหนี่ยวทางศาสนาและคุณธรรม ก็สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและหลีกเลี่ยงการกระทำผิดได้
อาจารย์โต้ง ระบุว่า จากข้อมูลผู้ต้องขังทั้งในเรือนจำและสถานพินิจ พบว่าประมาณ 50% เติบโตมาจากครอบครัวที่มีปัญหา สะท้อนให้เห็นว่าครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม ความคิด การตัดสินใจ และบุคลิกภาพของมนุษย์ ส่วนโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต อาจารย์โต้ง กล่าวว่า ในทางอาชญาวิทยามีทั้งสองแนวคิด
แนวคิดแรกเห็นว่า ผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรง เช่น ฆาตกรต่อเนื่อง หรือคดีฆ่าข่มขืน ควรได้รับโทษแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน กล่าวคือ ฆ่าคนตายก็ควรรับโทษประหารชีวิต แต่อีกแนวคิด มองว่า ควรคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมของผู้กระทำผิด เพราะไม่มีเด็กคนใดเกิดมาพร้อมอาวุธ แต่สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูอาจหล่อหลอมให้กลายเป็นคนเช่นนี้
“ในเคสนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่โดนโทษประหาร ถึงแม้เขาจะรับสารภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับศาลด้วย ศาลอาจจะมองว่าก่ออาชญากรรมซ้ำซาก ร้ายแรง ฆาตกรรมแล้วก็รับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน ศาลอาจจะลงโทษประหารชีวิตก็ได้ ฉะนั้นก็ต้องไปรอดู แต่ถึงแม้ถ้าถูกศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตก็ตาม เขาก็จะรับการปฏิบัติเรื่องการลดวันต้องโทษแตกต่างจากผู้ต้องขังรายอื่น ๆ ในคดีทั่วไป เช่น ลักทรัพย์เล็กๆ น้อยๆ จะมีความแตกต่างกันอยู่ เนื่องจากมีการแก้ไขหลักเกณฑ์ระเบียบของกรมราชทัณฑ์แล้ว แต่ถ้ามีการลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิตจริงๆ ในมุมหนึ่งที่นักอาชญาวิทยาส่วนใหญ่ก็เห็นตรงกันคือเขาบอกว่าถ้าไม่มีโทษประหารชีวิต เราก็ควรจะคงโทษจำคุกตลอดชีวิต และให้คนๆ นั้นจำคุกตลอดชีวิตในเรือนจำจริงๆ จนกระทั่งสิ้นอายุขัย สิ่งนี้จะเป็นอะไรที่ทรมานใจมากกว่าการประหารชีวิต และจะเป็นตัวอย่างให้คนในสังคมได้เห็นว่า คุณกระทำความผิดแบบนี้ คุณต้องรับโทษแบบนี้ซึ่งจะทุกข์ทรมานมากกว่า” ดร.กฤษณพงค์ กล่าว
อาจารย์โต้ง ย้ำว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีโทษประหารชีวิต เพียงแต่มีการนำมาใช้จริงน้อยมาก ขณะเดียวกันไทยก็เป็นภาคีขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว
จากการวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมของสำนักงานกิจการยุติธรรมต่อเนื่องเกือบ 10 ปี พบว่าในช่วงปี 2566-2568 ผู้พ้นโทษกลับไปกระทำผิดซ้ำประมาณ 40% จากจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีแรกหลังพ้นโทษ ซึ่งเป็นช่วงที่ควรเฝ้าระวังมากที่สุด
จึงเสนอให้ดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. และนายก อบจ. เข้ามามีบทบาทติดตามผู้พ้นโทษในพื้นที่มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันเจ้าหน้าที่คุมประพฤติมีจำนวนจำกัด ขณะที่ปัญหาอาชญากรรมยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง