8 ธ.ค. 68 เวลา 17.40 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวการบรรยายสรุปแก่คณะทูตานุฑูตเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
นายนิกรเดช เริ่มการแถลงด้วยการสรุปผลการบรรยายสรุปแก่คณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ 73 คน เกี่ยวกับสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 โดยมีสาระสำคัญเน้นย้ำว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มการกระทำที่รุกล้ำและยั่วยุก่อน
นายนิกรเดช ระบุว่ามี 5 ประเด็นหลักที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำต่อคณะทูต
- ประเด็นที่ 1 พฤติกรรมเดิมของกัมพูชา สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการกระทำของกัมพูชาคือการใช้ยุทธวิธีเดิมที่รุกล้ำไทยก่อน แล้วปฏิเสธความรับผิดชอบ รวมถึงการยั่วยุ เช่น การวางทุ่นระเบิด แม้จะอ้างว่าต้องการสันติภาพ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นฝ่ายยั่วยุและรุกล้ำก่อน
- ประเด็นที่ 2 ไทยมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยและดินแดน จึงจำเป็นต้องดำเนินการทางทหารจนถึงที่สุดเพื่อการนี้
- ประเด็นที่ 3 ประชาชนไทยหมดความอดทนต่อการที่กัมพูชาไม่เคยคำนึงถึงศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของไทย และการที่คนไทยต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่อความปลอดภัย จึงต้องปกป้องอธิปไตยและประชาชนจนกว่าดินแดนไทยจะไม่ถูกคุกคาม
- ประเด็นที่ 4 ปฏิบัติการทางทหารของไทยจะดำเนินต่อไปจนกว่ากัมพูชาจะเปลี่ยนแปลงจุดยืนและกลับสู่หนทางแห่งสันติภาพอย่างแท้จริง
- ประเด็นที่ 5 กัมพูชาเป็นฝ่ายเหยียบย่ำข้อตกลงหยุดยิง Joint Declaration (ปฏิญญาร่วม) หรือข้อตกลงสันติภาพ และถ้อยแถลงร่วมที่ได้ลงนามร่วมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์
นอกจากนี้ นายนิกรเดช ได้ระบุถึง 3 ประเด็นสำคัญในการบรรยายสรุปให้แก่คณะทูตานุฑูต โดยระบุว่า รัฐมนตรีได้ชี้แจงไทม์ไลน์การปะทะรวม 14 ครั้ง ซึ่งชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากปะทะก่อน และเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 กัมพูชาได้เปิดฉากยิงมายังฝ่ายไทยก่อนในพื้นที่ภูผาเหล็ก-ลานหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวมถึงฝ่ายกัมพูชายิงด้วยจรวด BM21
- การปฏิบัติการทางทหารของไทยเป็นการป้องกันตนเอง (Self-Defense) และเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ ข้อ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และใช้หลักการตามสัดส่วนอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ไม่ให้กระทบต่อพลเรือน โดยไทยขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการที่กัมพูชาเปิดฉากยิงเข้าสู่ดินแดนไทย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของพลเรือนและละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและถ้อยแถลงร่วมอย่างชัดเจน
- การโจมตีของกัมพูชาทำให้ประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนต้องอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว ไทยไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนของกัมพูชา ซึ่งกระทบต่อความเป็นอยู่และสิทธิพื้นฐานของประชาชน
- การให้ข้อมูลเท็จของกัมพูชา โดยนายสีหศักดิ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนของกัมพูชาที่ไม่มีหลักฐานรองรับ พฤติกรรมนี้ชัดเจนว่าเป็นการ สร้างสถานการณ์โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากการที่กัมพูชาละเมิดพันธกรณีและมีการลอบวางระเบิดในไทยหลายครั้ง ตัวอย่างการบิดเบือนเช่น การใช้ภาพเก่าเพื่อสร้างภาพว่าเด็กนักเรียนกัมพูชาต้องวิ่งหนี และการที่หน่วยงานกัมพูชาให้ข้อมูลเท็จว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน โดยมีการเผยแพร่เอกสารออกมาในเวลาอันสั้น
ทั้งนี้ นายนิกรเดช ได้ระบุถึงการดำเนินการทางการทูตของไทย หลังการบรรยายสรุป กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการ โดยมีการยื่นหนังสือประท้วงไปยังกัมพูชา, มีหนังสือถึงประเทศสมาชิกอาเซียน, มีหนังสือถึง เลขาธิการสหประชาชาติ, มีหนังสือถึง ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
นายนิกรเดช ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าหน่วยงานไทยจะทำงานอย่างเต็มที่และมีเอกภาพเพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชน และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจาก ช่องทางทางการ เช่น รัฐบาล กองทัพ หรือกระทรวงการต่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์อ่อนไหวและการบิดเบือนข้อมูล รวมถึงขอความร่วมมือสื่อมวลชน นำเสนอข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน ไม่ใช่การนำเสนอเพื่อดึงดูดความสนใจเท่านั้น
ส่วนในทางการทูต ขณะนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้มีการ ลดความสัมพันธ์ และ ลดสถานะความสัมพันธ์ทวิภาคี ลงแล้ว ณ ขณะนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าความสัมพันธ์จะลดลงไปไกลกว่านี้อีกหรือไม่ สิ่งที่สามารถดำเนินการได้ในตอนนี้คือ การดูแลคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ และ ประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดท่าทีและแนวทางการปฏิบัติในลำดับต่อไป