สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาขณะนี้ เห็นได้ชัดว่าต่างฝ่ายต่างสูญเสีย หลังสถานการณ์ยืดเยื้อนานกว่า 10 วัน ด้าน เสธ.โหน่ง หรือ พล.ท.พงศกร รอดชมภู ชี้ทางกัมพูชาอยากให้หยุดยิง แต่กลัวเสียหน้า ซึ่งท้ายที่สุดอาจดึงประเทศที่ 3 เข้าช่วยเจรจา
พล.ท.พงศกร รอดชมภู หรือ เสธ.โหน่ง รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเปิดโต๊ะข่าว PPTV ระบุว่า ที่ผ่านมาเป้าหมายของกองทัพจะยึดเส้นปฏิบัติการ 1: 50,000 มาตลอด เพราะระมัดระวังเรื่องการตรวจสอบของนานาชาติ
แต่ส่วนตัวมองว่าการรบกันก็ไม่จำเป็นต้องยึดที่เส้นนี้ ไทยควรเข้าไปตีถึงข้างในเพื่อสถาปนาพื้นที่ให้มั่นคง ไม่ให้กัมพูชามีกำลังตอบโต้ยึดพื้นที่กลับคืนเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ โดยมองว่า สิ่งที่ไทยต้องปรับเพื่อไม่ให้เราเสียเปรียบ คือการใช้อาวุธระยะไกลทำลายอาวุธสนับสนุนของฝั่งกัมพูชา ซึ่งตรงนี้ยังทำไม่ได้ และอาจเป็นจุดอ่อนของฝั่งไทยด้วย
ส่วนเรื่องของการหยุดยิงที่รัฐบาลพยายามออกมาบอกว่า หากจะเจรจาหยุดยิง กัมพูชาต้องแสดงความจริงใจก่อน เสธ.โหน่ง มองว่า เป็นการซื้อเวลา เพื่อให้กองทัพสามารถยึดคืนพื้นที่ได้มากที่สุด ขณะที่ฝั่งกัมพูชาอยากหยุดยิงเต็มทีแล้ว เพราะไม่เห็นวิธีการที่จะต่อสู้บนเวทีสหประชาชาติได้ หากยังสู้รบกันต่อกัมพูชาก็จะมีแต่สูญเสียทั้งงบประมาณและกำลังพล ประเทศไทยก็สูญเสียไม่ต่างกัน ส่วนตัวมองว่า ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างพร้อมหยุดยิง แต่กำลังรักษาเหลี่ยมกันอยู่ ซึ่งเป็นไปได้ว่าหลังจากนี้อาจมีประเทศที่ 3 เข้ามาเป็นตัวกลาง และอาจจะมีข้อเสนอ ให้ทั้งสองประเทศหยุดยิงพร้อมกัน จะได้ไม่ต้องมีใครเสียหน้า
“ถ้ามองอย่างตรงไปตรงมา ก็คือเราพยายามจะซื้อเวลา เพื่อที่จะได้ยึดพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ความจริงทางกัมพูชาอยากหยุดเต็มที่แล้วนะครับ เพราะเขาไม่เห็นวิธีการที่จะไปสหประชาชาติได้ ทางสหรัฐฯ ทางทรัมป์เหมือนจะยันไว้ บอกเดี๋ยวก็จบแล้ว เขาก็เลยไปไม่ได้ พอไปไม่ได้ยิ่งนานไปเขาสูญเสียเยอะ ในขณะเดียวกันของเราถ้าเกิดนานไปเราก็สูญเสียเรื่องของงบประมาณ และชีวิตของทหารเราซึ่งมีความสำคัญมากเราก็ไม่อยากเสี่ยงมากไปกว่านี้ คือต่างฝ่ายต่างพร้อมที่จะหยุดยิง ตอนนี้เป็นเรื่องของรักษาเหลี่ยมกันเท่านั้นเอง ดังนั้นความเห็นผมก็คืออาจจะมีจุดประกายอะไรเล็กๆ ขึ้นมา เช่น จากประเทศที่ 3 หรืออาจจะมีข้อเสนอว่าให้หยุดพร้อมๆ กัน ไม่ต้องมีใครบอกใครก่อน แบบนี้ก็ไม่เสียหน้า พอเป็นทางออกได้”
ด้าน รศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรม เปิดเผยว่า ในประเด็นที่คาดว่า อาจมีการหยุดยิงกันก่อนวันประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนนัดพิเศษ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในวันที่ 22 ธ.ค. ซึ่ง อ.ดุลยภาค คาดว่า กัมพูชายังไม่สิ้นสภาพภัยคุกคาม การหยุดยิงจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น พอกองทัพกัมพูชาฟื้นฟูพละกำลัง ก็จะกลับมาโจมตีไทยใหม่อยู่ดี
ส่วนบทบาทของมาเลเซียในการเป็นประธานอาเซียน ส่วนตัวมองว่า ขณะนี้เป็นห้วงสุดท้ายของการเป็นประธานอาเซียนแล้ว หลังจากนี้จะเป็นประเทศฟิลิปปินส์ที่เข้ามาเป็นประธานอาเซียนลำดับถัดไป ดังนั้นประเทศไทยก็ควรจะติดต่อทางการทูตกับประเทศฟิลิปปินส์ให้มากขึ้น หรือเดินหน้าติดต่อกับประเทศที่เห็นใจเรา อย่างอินโดนีเซีย อีกทั้งตอนนี้มีข้อมูลว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ติดต่อกับเวียดนาม ซึ่งเป็นรัฐที่กัมพูชาเกรงใจแล้วด้วย
“ตนคิดว่ามาเลเซียน่าจะหมดหน้าที่ได้แล้ว คือเขาเป็นประธานอาเซียนในห้วงสุดท้ายแล้ว ควรต้องถ่ายเทงานให้กับฟิลิปปินส์ซึ่งประเทศไทยเองเราก็อาจจะถนอมน้ำใจ อันวาร์ อิบราฮิม แต่ว่าถ้าเราอยู่บนพื้นฐานที่ว่า มาเลเซียเป็นกลางกับไทยผมคิดว่าเราชาญฉลาดกว่าที่เราจะติดต่อกับฟิลิปปินส์ให้มากขึ้น เพราะฟิลิปปินส์จะรับไม้ต่อเป็นประธานอาเซียนแทนมาเลเซีย
ผมเลยเสนอว่า เราเก็บความสัมพันธ์กับมาเลเซียไว้ แต่ดึงเวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ มาถ่วงดุลมาเลเซียด้วย เพราะว่าถ้ามาเลเซียรู้สึกจะเป็นกลางในมุมของคนไทย ผมคิดว่าการดึงประเทศอื่นเข้ามากลบบทบาทที่โดดเด่นของประธานอาเซียน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและผลประโยชน์กับเรา ผมว่ามันเป็นแนวทางที่น่ารับไว้พิจารณา”