กองทัพภาคที่ 2 สรุปภาพรวมสถานการณ์ชายแดน วันแรกหลังหยุดยิง (28 ธ.ค.) การหยุดยิงในวันแรกบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ภาพรวมสถานการณ์ตลอดทั้งวันยังไม่พบการปะทะด้วยอาวุธหนัก หรือการยิงตอบโต้กันอย่างเปิดเผย สถานการณ์โดยรวมอยู่ในภาวะหลังหยุดยิง แม้ความตึงเครียดจะลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
รายงานระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาลดการใช้อาวุธหนักที่มีลักษณะชัดเจน เช่น ปืนใหญ่ และจรวดหลายลำกล้อง (บีเอ็ม-21)
และปรับเปลี่ยนมาใช้การปฏิบัติในระดับต่ำ อาทิ การใช้อากาศยานไร้คนขับ (อากาศยานไร้คนขับ (UAV)) เพื่อการตรวจการณ์ การเคลื่อนย้ายกำลังและส่งกำลังบำรุงผ่านเส้นทางในพื้นที่พลเรือน ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังในที่ตั้งเดิม ตรวจการณ์พื้นที่ และรักษาความพร้อมของกำลังพลอย่างต่อเนื่อง
ในด้านการควบคุมสถานการณ์ การเคลื่อนไหวทางทหารและกิจกรรมทางอากาศของทั้งสองฝ่ายลดลงมาอยู่ในระดับการคุมเชิง โดยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแนวที่มั่นหรือการรุกคืบพื้นที่ ฝ่ายไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในภาพรวม แต่อยู่ระหว่างเพิ่มความระมัดระวังต่อภัยคุกคามแฝง เช่น การวางกับระเบิด และการสอดแนมด้วย อากาศยานไร้คนขับ (UAV)
ด้านการประเมินพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้าม พบว่าลักษณะการปฏิบัติสะท้อนการ “หยุดยิงในทางการเมือง” แต่ยังคงการเคลื่อนไหวทางทหารในระดับต่ำ โดยการวางกับระเบิด การใช้ อากาศยานไร้คนขับ (UAV) ตรวจการณ์ และการใช้พื้นที่พลเรือนเป็นเส้นทางหรือฐานพัก มีเป้าหมายเพื่อรักษาความได้เปรียบด้านพื้นที่และข่าวกรอง พร้อมลดความเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน ซึ่งอาจส่งผลสร้างความไม่ปลอดภัยให้ฝ่ายไทยในระยะยาว
ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงรักษาการควบคุมพื้นที่และการตรึงกำลังได้อย่างมีระเบียบ แต่เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกับระเบิดสะท้อนว่า ภัยคุกคามในรูปแบบสงครามอสมมาตรยังคงมีอยู่ในระดับสูง จึงจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน การตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ รวมถึงการคุ้มครองกำลังพลในช่วงหลังหยุดยิง
สำหรับแนวโน้มในระยะสั้น คาดว่าสถานการณ์จะยังอยู่ในลักษณะ “สงบในเชิงยุทธการ แต่ตึงเครียดในเชิงพื้นที่” โดยฝ่ายตรงข้ามมีแนวโน้มใช้การสอดแนม การเคลื่อนกำลังแบบจำกัด และการก่อเหตุแฝง มากกว่าการเปิดการปะทะด้วยอาวุธหนัก ทั้งนี้ ฝ่ายไทยจำเป็นต้องเฝ้าระวังพื้นที่เปราะบางอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการยกระดับสถานการณ์หรือการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในอนาคต
“กัมพูชา” รีวิวฐานทหาร ทางขึ้นปราสาทพระวิหารพังยับ
สภาพหลังการหยุดยิง ทหารกัมพูชาได้ถ่ายคลิปให้เห็นสภาพฐานที่มั่นทางทหาร ที่พังเสียหายอย่างหนักหลังเหตุปะทะ นอกจากนี้ยังมีการโพสต์คลิปทางขึ้นบริเวณปราสาทพระวิหารหลังโดนไทยถล่มซึ่งจุดดังกล่าวคาดว่า เป็นจุดที่กัมพูชาใช้เป็นฐานที่มั่นทางทหาร และยิงใส่ไทย เพราะเป็นพื้นที่สูง
ล่าสุดเฟซบุ๊กเพจ Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ ระบุข้อความมีเนื้อหาว่า เส้นทางขึ้นเขาพระวิหารตรงแถวช่องคานม้ากลับมาใช้งานได้แล้ว เนื่องจากทหารกัมพูชาได้ซ่อมแซมชั่วคราวโดยเอาดินมาถมหลุมระเบิดพอให้รถยนต์วิ่งผ่านได้ โดยดูจากดินบริเวณที่นำมาถมเห็นรอยล้อรถยนต์วิ่งผ่านแล้ว "กัมพูชานี่มันสุดยอดจริงๆ ต้องยอมรับความอึดของเขาจริงๆ"
ขณะที่เพจ ทีมโฆษก กอ.รมน. ได้โพสต์คลิปความสวยงามของ ปราสาทเขาพระวิหารพร้อมย้ำว่าเราไม่ได้ทำลาย แต่เราปกป้องแผ่นดินไทย การปฏิบัติการทางยุทธวิธีเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงและสกัดกั้นภัยคุกคาม คือความจำเป็นสูงสุดในการธำรงไว้ซึ่งเอกราชของชาติ
พบโดรนล้ำอธิปไตย 250 ลำ!
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษก กองทัพบก เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ถึงสถานการณ์เมื่อคืนวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ว่า ได้มีการตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) บินจากฝั่งกัมพูชาล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของประเทศไทยเป็นจำนวนมากกว่า 250 ลำ โดยพบการเคลื่อนไหวอย่างหนาแน่นในพื้นที่ช่องบก ช่องอานม้า เขาสัตตะโสม ซำแต โดนตวล ช่องกร่าง ปราสาทตาเมือนธม และช่องสายตะกู
การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการยั่วยุและละเมิดมาตรการลดระดับความตึงเครียด อันเป็นการไม่สอดคล้องกับถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) จากผลการประชุม GBC เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้
โฆษกกองทัพบกย้ำว่า พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชายังคงมีการกระทำในลักษณะยั่วยุ และมีท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อฝ่ายไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของกำลังพล รวมถึงประชาชนในพื้นที่แนวชายแดน
กองทัพบกอาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนการดำเนินการเกี่ยวกับการปล่อยตัวกำลังพลฝ่ายกัมพูชาจำนวน 18 นาย ตามสถานการณ์และพฤติกรรมที่เกิดขึ้น
กองทัพบกขอยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติ และให้ความสำคัญกับการลดความตึงเครียดผ่านกลไกที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม หากยังพบมีการละเมิดข้อตกลงและอธิปไตยของประเทศอย่างต่อเนื่อง กองทัพบกมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามหน้าที่ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ
ทบ. แจงเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาที่ 11 สูญเสียขาซ้ายและมีบาดแผลบริเวณตาซ้าย
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานเหตุการณ์กรณีชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดจากกองพันทหารช่างที่ 8 กองพลทหารม้าที่ 1 เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ขณะปฏิบัติภารกิจเสริมความมั่นคงในพื้นที่บริเวณเขาสัตตะโสม อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้ จ.ส.ต. สุจินต์ จิตกรียาน ได้รับบาดเจ็บสาหัส สูญเสียขาซ้ายและมีบาดแผลบริเวณตาซ้าย ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้เร่งปฐมพยาบาลและนำตัวส่งไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลสุรินทร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โฆษกกองทัพบก ระบุเพิ่มเติมว่า จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่ายังมีทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาติดตั้งไว้ในพื้นที่อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่ฝ่ายไทยเข้าควบคุมก่อนมีการประกาศหยุดยิง ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการเก็บกู้ด้วยความยากลำบากเนื่องจากสภาพพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอันตรายสูง สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐานโดยละเอียด ซึ่งกองทัพบกจะส่งมอบข้อมูลทั้งหมดให้กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อดำเนินการชี้แจงต่อประชาคมระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน พร้อมทั้งรายงานไปยังคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) เพื่อให้ตรวจสอบและพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงตามกรอบการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง
กองทัพบกขอยืนยันว่า หลักฐานการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในทุกกรณี บ่งชี้ชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชายังคงมีการใช้ทุ่นระเบิดซึ่งถือเป็นการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ การสะสม การผลิต และการโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และการทำลายทุ่นระเบิดดังกล่าว (อนุสัญญาออตตาวา) อย่างร้ายแรง ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากลและเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกไม่อาจยอมรับได้
ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาที่ 11
เพจกองทัพบกทันกระแสรายงานว่า สัตตะโสมอีกแล้ว ทหารไทยเหยียบกับระเบิดหลังเข้าเก็บกู้พื้นที่ กัมพูชาต้องชัดเจน เรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด!
ขณะที่เพจ Army Military Force รายงานตรงกันว่า ด่วนขาที่ 11 ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่เขาสัตตะโสม อาการบาดเจ็บสาหัส
ไทย-จีน-กัมพูชาหารือสามฝ่าย
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมสามฝ่ายกับ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา และนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ภายหลังข้อตกลงหยุดยิง
ไทยและกัมพูชาขอบคุณจีนสำหรับบทบาทและความเข้าใจในการช่วยสนับสนุนการแก้ไขความตึงเครียดระหว่างกันเสมอมา โดยจีนย้ำว่าเคารพหลักการไม่แทรกแซง แต่ประสงค์เป็นช่องทางให้ทั้งสองประเทศได้หารือกันในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน
ไทยย้ำว่าประสงค์จะมีการพัฒนาความสัมพันธ์ก้าวหน้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอนภายหลังการหยุดยิง โดยไทยเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพเสมอมา และต้องการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างรัฐบาลและประชาชนทั้งสองฝ่าย
“อนุทิน” เผยชายแดนไทย–กัมพูชาเรียบร้อยดี จีนเสนอช่วย 88 ล้านบาทเช่นกัน
วันที่ 29 ธ.ค. 68 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยก่อนเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดบุรีรัมย์ว่า กรณีประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถทยอยกลับบ้านหลังจากมีการลงนาม Joint Statement ให้หยุดยิงนั้น ได้รับรายงานจากฝ่ายความมั่นคงล่าสุดว่าสถานการณ์ทั่วไปเรียบร้อยดี
เมื่อถามว่า ยังคงพบโดรนบินอยู่ในหลายพื้นที่ นายอนุทิน ย้ำว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้
เมื่อถามว่า จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนหลังหยุดยิง 72 ชั่วโมงได้อย่างไร หลังประชาชนหลายพื้นที่ยังคงกังวลการกลับเข้าพื้นที่อยู่อาศัย นายกรัฐมนตรีระบุว่า ได้มีการเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ไม่เฝ้าระวังเลย เพียงแต่ว่าต่างฝ่ายต่างหยุดจริง ลดระดับความรุนแรงลงไปเป็นศูนย์ในเรื่องของการโจมตีซึ่งกันและกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้มีการป้องกันหรือเตรียมพร้อมใด ๆ
เมื่อถามว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้เข้าพบกับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มณฑลยูนนาน เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ภายหลังข้อตกลงหยุดยิงนั้น นายอนุทิน ระบุว่า ได้รับรายงานว่าการพูดคุยเป็นไปด้วยดี และวันนี้ (29 ธ.ค. 68) จะได้พูดคุยกับฝ่ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝ่ายกัมพูชา
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า ทางจีนจะให้เงินช่วยเหลือกัมพูชาในเรื่องความเสียหาย จากสงคราม 20 ล้านหยวน (ราว 88 ล้านบาท) ข้อเท็จจริงคือ ไทยก็ได้รับข้อเสนอนี้ด้วย ซึ่งทางการจีนแจ้งมา ส่วนไทยจะรับข้อเสนอหรือไม่ ต้องกลับมาพิจารณาร่วมกัน เพราะต้องรอนายสีหศักดิ์กลับมาหารือร่วมกันก่อน
“จีนแจ้งมา เราจะพิจารณาอย่างไร ก็มาพิจารณา ก็ต้องรอนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกลับมา แม้ในโซเชียลบอกว่าจีนเป็นกลาง ทำไมไปดูแลประเทศกัมพูชา เพราะฉะนั้น จึงบอกว่า ต้องฟังข่าวจากทางราชการเป็นหลัก เพราะตอนนี้ มีข่าววิเคราะห์ ข่าวหลายทางออกมา“ นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามว่า มีเงื่อนไขในการรับเงิน 20 ล้านหยวนหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า หลักการมีมาแล้ว แต่เงื่อนไขก็ต้องกลับมาหารือกัน ซึ่งก็คงเป็นเรื่องของการช่วยเหลือ ความเสียหายของประชาชนและทรัพย์สิน
เมื่อถามย้ำว่า การพูดคุยระหว่างนายสีหศักดิ์กับนายหวัง อี้ จะมีการตกลงอะไรร่วมกันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องรอให้คุยกันเรียบร้อยก่อน คงจะได้รับรายงาน แต่คงเป็นเรื่องของการพูดคุยแนวทางที่จะปฏิบัติต่อไป ตอนนี้เราเหลืออยู่ระดับทูตและระดับเจ้าหน้าที่ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเชิงการทูต เหลือเพียงเจ้าหน้าที่เฝ้าสถานทูตไว้เท่านั้น ส่วนจะขยับการดำเนินการด้านความสัมพันธ์อย่างไรต้องใช้เวลาและมีขั้นตอน ตอนนี้ต้องเน้นเรื่องของการสร้างความมั่นใจ การหยุดยิง 72 ชั่วโมง จะผ่านไปทีละขั้น ๆ
“ทรัมป์” ยินดีไทย-กัมพูชาหยุดยิง
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social แสดงความยินดีกับผู้นำไทยและกัมพูชาที่บรรลุข้อตกลงหยุดยิงซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากการปะทะกันตามแนวชายแดนนานหลายสัปดาห์ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
ทรัมป์ระบุว่า “ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่า การสู้รบที่ปะทุขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาจะยุติลง และทั้งสองประเทศจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขตามข้อตกลงฉบับเดิมที่เราได้ตกลงกันไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้”
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสริมว่า “ผมขอแสดงความยินดีกับผู้นำทั้งสองท่านในความชาญฉลาดที่สามารถบรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็วและยุติธรรมนี้ มันรวดเร็วและเด็ดขาดอย่างที่สถานการณ์ต่าง ๆ ควรจะเป็น!”
ทรัมป์ยังบอกว่า สหรัฐฯ ภูมิใจที่ได้ให้ความช่วยเหลือ และเสริมว่า ด้วยสงครามและความขัดแย้งทั้งหมดที่เขาได้ไกล่เกลี่ยและยุติลงในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา “บางทีสหรัฐฯ อาจกลายเป็นสหประชาชาติที่แท้จริง”
โดยทรัมป์ได้แขวะองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ว่า เป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนเพียงเล็กน้อยในสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครน ทรัมป์บอกว่า สหประชาชาติจะต้องเริ่มมีบทบาทและมีส่วนร่วมในสันติภาพโลกมากขึ้น
“ฮุน มาเนต” โพสต์ หยุดยิงไม่ใช่ยอมแพ้
เมื่อเวลา 07.00 น. ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความ เนื่องในวันสันติภาพแห่งกัมพูชา ระบุว่าเป็นข้อความถึงเหล่าทหารและตำรวจผู้กล้าหาญ และเพื่อนร่วมชาติที่เคารพและรักยิ่ง
ฮุน มาเนต ระบุว่า ในนามของประมุขแห่งรัฐบาล ขอส่งสารไปยังเพื่อนร่วมชาติทุกท่าน ในช่วงเวลาที่ประเทศกัมพูชาอันเป็นที่รักของเรากำลังเผชิญกับโศกนาฏกรรมจากสงครามการรุกราน
หลังจากได้รับสันติภาพอย่างสมบูรณ์ในปี 2541 กัมพูชาต้องทนทุกข์ทรมานจากสงครามมาหลายร้อยปี รวมถึงระบอบการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งทำให้ชาวกัมพูชาทุกคนได้รู้คุณค่าที่แท้จริงของ “สันติภาพ” และในสถานการณ์เช่นนี้ เราปรารถนาเพียงสันติภาพและความสามารถในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าเท่านั้น
ในแง่นี้ กัมพูชาให้ความสำคัญสูงสุดกับ “สันติภาพและการพัฒนา” และสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามระเบียบระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างเป็นธรรมบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา อนุสัญญา และข้อตกลงที่กัมพูชายอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎบัตรสหประชาชาติและกฎบัตรอาเซียน โดยมีเป้าหมายเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและสร้างสรรค์กับทุกประเทศ ทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ในภูมิภาค และทั่วโลก
ด้วยจิตวิญญาณนี้ รัฐบาลกัมพูชายึดมั่นในจุดยืนของการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ และพยายามเจรจาในทุกวิถีทางเพื่อยุติการเผชิญหน้าด้วยอาวุธและกลับไปสู่การแก้ไขปัญหาพรมแดนตามกลไกทางเทคนิคและกรอบกฎหมายที่บังคับใช้ หลังจากความพยายามในการเจรจาอย่างอดทนที่สุด กัมพูชาและไทยตกลงที่จะดำเนินการ “หยุดยิงทันที” ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 68 เวลา 12.00 น. เป็นต้นมา
การเลือกที่จะใช้มาตรการหยุดยิงนี้ไม่ได้หมายความว่ากัมพูชาได้ยอมแพ้หรือเต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนบูรณภาพดินแดนของตนเพื่อสันติภาพ และไม่ได้หมายความว่ากัมพูชาได้สูญเสียความสามารถหรือสละสิทธิ์ในการป้องกันตนเอง ในทางตรงกันข้าม การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นว่ากัมพูชาได้ตัดสินใจที่จะเดินบนเส้นทางแห่งสันติภาพและให้ชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกและสูงสุด ไม่ว่าจะเผชิญกับแรงกดดันหรือความยากลำบากมากเพียงใดก็ตาม
ถึงแม้ว่าเราจะยังสามารถต่อต้านการสู้รบได้ แต่ในฐานะประเทศเล็ก ๆ เราไม่มีอะไรได้เปรียบจากการยืดเยื้อการสู้รบนี้ออกไปนาน ๆ
กองกำลังบูรพา-สระแก้วแจ้งประชาชนกลับบ้านได้ 31 ธ.ค. ยกเว้น 4 พื้นที่
กองกำลังบูรพา และจังหวัดสระแก้ว ได้หารือกำหนดแนวทางการอพยพประชาชน ใน 4 อำเภอ ชายแดน จ.สระแก้ว กลับเข้าที่พักอาศัยของตน ภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย โดยคำนึงถึงบริบทพื้นที่และความปลอดภัยเป็นสำคัญ
โดยแจ้งว่า “สามารถกลับเข้าพื้นที่พักอาศัยของตนได้ ตั้งแต่ 31 ธ.ค. 68 เป็นต้นไป”
ยกเว้น 4 พื้นที่ ได้แก่ บ้านคลองแผง, บ้านตาพระยา, บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน เพื่อให้ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ลงพื้นที่ตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ก่อนประชาชนเดินทางกลับ โดยจะแจ้งให้ทราบห้วงต่อไป
กองกำลังบูรพาและจังหวัดสระแก้วขอให้ประชาชนรับฟังข่าวสารและการแจ้งประกาศจากส่วนราชการอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยเป็นสำคัญ
กรุงพนมเปญห้ามประชาชนจุดพลุ-ดอกไม้ไฟทุกชนิดช่วงคืนวันสิ้นปี
เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 68 เทศบาลกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา ออกประกาศไม่อนุญาตให้ประชาชนจุดพลุหรือดอกไม้ไฟทุกชนิดในกรุงพนมเปญ ในวันส่งท้ายปีเก่า 2568 ต้อนรับปีใหม่ 2569 หรือตรงกับคืนวันที่ 31 ธ.ค. 68
เทศบาลกรุงพนมเปญแถลงว่า ประกาศนี้มีขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประชาชนในกรุงพนมเปญ และเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด รัฐบาลเทศบาลกรุงพนมเปญหวังว่าประชาชน บริษัท องค์กรเอกชน และนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศจะปฏิบัติตาม
ขณะเดียวกัน เทศบาลกรุงพนมเปญได้สั่งการให้ตำรวจเทศบาลกรุงพนมเปญ กองบัญชาการตำรวจทหารกรุงพนมเปญ หน่วยงานระดับตำบลทั้ง 14 แห่ง หน่วยงานต่าง ๆ รอบกรุงพนมเปญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ดำเนินการประชาสัมพันธ์และบังคับใช้มาตรการนี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด