ไทยทบทวนปล่อย 18 เชลยศึก กองทัพไทยเห็นพ้องต้องเพิ่มขีดความสามารถ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ไทยทบทวนปล่อย 18 เชลยศึก หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาที่ 11 กองทัพไทยเห็นพ้องต้องเพิ่มขีดความสามารถ "อาวุธยิงระยะไกล”

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดเป็นรายที่ 11 ว่า กองทัพอยู่ระหว่างการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ว่าทุ่นระเบิดเป็นของประเทศใด แล้วจะส่งข้อมูลทั้งหมดให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการต่อในเวทีต่างประเทศ เนื่องจากกัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา และไทยจะตรวจสอบเรื่องนี้ตามกรอบข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่ด้วย

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ช่างภาพพีพีทีวี
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก

โฆษก ทบ. เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา 28 ธ.ค.2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานว่า ฝ่ายกัมพูชาบินอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรนล้ำแดนเข้ามาในพื้นที่อธิปไตยของไทย มากกว่า 250 ลำโดยเฉพาะในพื้นที่ช่องบก, ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ,เขาสัตตะโสม จ.ศรีสะเกษ , ช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์

ซึ่งถือเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายยั่วยุ และละเมิดมาตรการลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน ตามถ้อยแถลงร่วม ของการประชุม GBC เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา

พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงมีท่าทีและเจตนาในลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อฝ่ายไทย จึงจำเป็นต้องพิจารณามาตรการตอบโต้ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนตามแนวชายแดน รวมถึงการรักษาอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศ

นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาทบทวนการปล่อยเชลยศึกจำนวน 18 คน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา เมื่อถามว่ากำลังฝ่ายไทยได้เตรียมพร้อมอย่างไร หากครบช่วงเฝ้าระวัง 72 ชั่วโมง โดยในวันพรุ่งนี้ (30 ธ.ค. 2568) เวลา 12.00 น. โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า ทหารไทยยังคงวางกำลังตามเดิม และปฏิบัติภารกิจทุกอย่างตามข้อตกลง GBC

ขณะนี้อยู่ในช่วงสถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ปฏิบัติการ ซึ่ง "ทุ่นระเบิด" ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำงานของทหารไทย และเชื่อว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิดไว้จำนวนมากในหลายที่ ที่ฝ่ายไทยเข้าควบคุม

ส่วนการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพในช่วงเช้า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้กล่าวสดุดีและแสดงความเสียใจต่อกำลังพลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ โดยเน้นย้ำความเป็นปึกแผ่นและการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ

การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพในวันนี้ (29 ธ.ค. 2568) จัดขึ้นที่กองบัญชาการกองทัพบก ก่อนเริ่มประชุม พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ตามธรรมเนียมปฏิบัติ

จากนั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้วางพวงมาลาที่ กำแพงอนุสรณ์กองทัพบก (Army Memorial Wall) ซึ่งเป็นกำแพงที่สลักชื่อทหารบกที่พลีชีพในสมรภูมิรบต่างๆ รวมถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ และชายแดนไทย-กัมพูชา

การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพนัดสุดท้ายของปี 2568 มีผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกองทัพไทยเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันว่า เราต้องเพิ่มขีดความสามารถ "อาวุธยิงระยะไกลที่มีความแม่นยำสูง" ทั้งการจัดหาจากต่างประเทศและพัฒนาขึ้นเอง เช่น กองทัพบก นำเสนอแนวทางการพัฒนาอาวุธยิงระยะไกลของกองทัพบก ด้วยการต่อยอดการวิจัยพัฒนาระบบจรวดหลายลำกล้องนำวิถี DTI-1G ของ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถจากเดิม โดยมุ่งเน้นการร่วมวิจัยและผลิตในประเทศ ลดการพึ่งพาจากภายนอกได้ในระยะยาว

กองทัพอากาศ เสนอให้ตั้งโครงการจัดหายุทโธปกรณ์จากผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน ใช้เทคโนโลยีทางทหารและมีความเชื่อถือได้ รวมถึงส่งเสริมโครงการวิจัยและพัฒนายุทโธปกรณ์โดยกองทัพอากาศ หรือการจ้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ผลิตผลงานวิจัยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานทางทหารแล้ว

ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำเสนอ “แนวคิดในการพัฒนาขีดความสามารถตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามแผนป้องกันประเทศ" โดยเสนอให้ปรับปรุงยุทโธปกรณ์และยานพาหนะให้เหมาะสมกับรูปแบบการรบสมัยใหม่ และการฝึกให้สอดคล้องกับการปฏิบัติตามแผนป้องกันประเทศ เพื่อให้กำลังตำรวจตระเวนชายแดน ทุกระดับเข้าใจบทบาทของตนเองในแผนป้องกันประเทศ และสามารถเชื่อมต่อการปฏิบัติการกับหน่วยทหารได้อย่างไร้รอยต่อ

ไทยกัมพูชา รายการเข้มข่าวค่ำ
ไทยทบทวนปล่อย 18 เชลยศึก กองทัพไทยเห็นพ้องต้องเพิ่มขีดความสามารถ

ไทยกัมพูชา รายการเข้มข่าวค่ำ
ไทยทบทวนปล่อย 18 เชลยศึก กองทัพไทยเห็นพ้องต้องเพิ่มขีดความสามารถ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ