จากกรณีที่กัมพูชายิงกระสุนปืน ค. ใส่พื้นที่ช่องบก บริเวณเนิน 469 จนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ด้านนายอนาลโย กอสกุล มองว่า สาเหตุการยิงครั้งนี้อาจอุบัติเหตุที่มาจากตัวทหารเองไม่เกี่ยวกับกองทัพ เพราะ ระบบบัญชาการรบถูกไทยโจมตีเสียหายหนักไม่น่ากล้า ปะทะไทยรอบที่ 3 ในช่วง 1-2 เดือนนี้ แต่ให้เฝ้าระวังช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม สถานการณ์กลับมาตรึงเครียดอีกครั้ง
นายอนาลโย กอสกุล เจ้าของเพจ Thaiarmedforce ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวพีพีทีวี บอกว่า รอบนี้ตัวเองเชื่อว่า กัมพูชาอาจไม่ได้ตั้งใจยิงโจมตีไทยโดยมีคำสั่งมาจากผู้บังคับบัญชาในกองทัพ เพราะจากที่รู้ข้อมูลมา ผู้บังคับบัญชากับทหารของกัมพูชาไม่มีความเป็นเอกภาพ บางกลุ่มก็อยู่คนละฝ่ายกัน รวมถึงวินัยของทหารก็ไม่ค่อยมี ทำตามใจ ไม่สนกฎระเบียบ จนมีปัญหาเกิดขึ้นหลายครั้ง
อีกทั้งช่วงปะทะกันรอบสอง ระบบการบังคับบัญชาต่างๆ ก็ถูกไทยทำลายไปจำนวนมาก แม้พื้นที่โซนดังกล่าว ทหารกัมพูชาจะตรึงกำลังอยู่เยอะ ไทยยังไม่สามารถยึดคืนมาเบ็ดเสร็จ แต่ตัวเองไม่คิดว่าศักยภาพของกัมพูชาจะกลับมารบกับไทยภายใน 1-2 เดือนนี้
อย่างไรก็ตามยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่ฝั่งกัมพูชาจะจงใจยิงใส่ไทย อย่างกรณีที่ลูกกระสุนตกหน้าบังเกอร์ นายอนาลโย บอกว่า อาวุธส่วนใหญ่ก็จะเล็งไปในจุดที่เป็นเป้าหมายอยู่แล้ว แต่กระสุนปืน ค. ต้องตั้งใจเอาลูกใส่ก่อนจะยิง ก็อาจเป็นไปได้ว่า มีทหารกัมพูชาที่มีวินัยไม่ได้ฟังคำสั่งละเมิดยิงมาฝั่งไทยเอง
ส่วนที่มีข้อมูลว่าทางฝั่งกัมพูชาเริ่มหาอาวุธจากตลาดมืด และนักรบรับ จ้างมาเตรียมพร้อมไว้ สำหรับการปะทะกันรอบ3 นายอนาลโย คาดการณ์ไว้ว่า การปะทะกันรอบ 3 เกิดขึ้นอย่างแน่นอน 80-90% แต่กว่าที่กัมพูชาจะจัดหาอาวุธ จ้างนักรบ รวมถึงฟื้นฟูขีดความสามารถด้านต่างๆ ก็ต้องใช้เวลาสักหน่อย ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์จะกลับมาตรึงเครียดช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม
นายอนาลโย มองว่า ปัญหาการจ้างนักรบรับจ้างรับ เป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่การจัดหาอาวุธจากตลาดมืดไทยสามารถร้องหน่วยงาน Arms Control ของ UNได้ แต่อย่างไรก็ถือว่าควบคุมยากในทางปฏิบัติ โดยมองว่าสิ่งที่ไทยทำได้คือการเตรียมตั้งรับ เนื่องจากไทยยึดคืนพื้นที่ได้มากกว่า หากสถาปนาแนวตั้งรับได้ดี สร้างบังเกอร์ ขุดคูเลต มีระบบอาวุธที่ดีในการตั้งรับ ไทยก็จะได้เปรียบมากขึ้น
ส่วนประเด็นเรื่อง นโยบายการซื้อขีปนาวุธของ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ นายอนาลโย อธิบายว่านิวเคลียร์หรือระเบิดปรมาณูปกติแล้วจะเป็นเทคโนโลยีความลับ แทบไม่มีประเทศไหนที่ซื้อขาย ส่วนใหญ่จะเป็นการวิจัยเอง
ส่วนการซื้อขายก็มีอยู่บ้างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาขายให้ประเทศในยุโรปบางประเทศ แต่จะต้องเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น เป็นพันธมิตร เกรด A เพราะระเบิดนิวเคลียร์ไม่เหมือนอาวุธอื่น มีความเป็นการทูต และภูมิรัฐศาสตร์แฝงอยู่ในตัวอาวุธ การจะถ่ายโอนอาวุธให้กับประเทศอื่น ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจขั้นสูงสุด เพราะฉะนั้นเรียกได้ว่าการซื้อขายเป็นไปได้ยากมาก
หรือถ้าจะมีประเทศที่ขายก็คงจะเป็นเกาหลีเหนือ ที่ถูกคว่ำบาตรอยู่ แต่ให้คิดตามว่า "ถ้าประเทศไทยซื้อจากเกาหลีเหนือก็คงจะถูกคว่ำบาตรไปด้วย"
นายอนาลโย มองว่า หากจะพูดถึงการซื้ออาวุธนิวเคลียร์ ต้องระมัดระวังอย่างมาก ในหลายประเทศมองเป็นเรื่องใหญ่ อาจมองว่า "สส.ของประเทศเรา มีความทะเยอทะยานในการมีอาวุธที่มีอนุภาพทำลายล้างสูง ดังนั้นถ้าเป็นการพูดเล่น ก็ให้พูดเล่นในประเด็นอื่น เพราะเรื่องนิวเคลียร์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เรื่องนี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศด้วย"