ทนายแก้ว หรือ ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล นักกฎหมายชื่อดัง แถลงข่าวหลังดรามาสนันละเมิดสาววัย 18 ปี โดยระบุว่า “กราบขอโทษ ผมเสียใจ ขอโทษกับครอบครัวของผม ครอบครัวของน้องเขา และบุคคลที่ใกล้ชิดกับผม รวมถึงทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ผมกราบเสียใจอีกครั้งจากใจผมจริง”
ตนขอเล่าข้อเท็จจริงในมุมของตนบ้าง เริ่มเรื่องจากวันที่ 26 ธ.ค. 2568 หนุ่ม กรรชัย โทรหาตน บอกว่ารับรู้เรื่องมาจากเบนซ์ อาปาเช่ ซึ่งได้รับรู้เรื่องนี้มาจากพ่อน้องวัย 18 ปี มาอีกที โดยระบุว่าในวันที่ 12 ก.ย. 2568
ทนายแก้วได้ไปจับหน้าอกเขา ล้วงเขาในรถ ระหว่างขับรถจากศูนย์การค้าดัง มายังร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตนยอมรับว่าตกใจและยืนยันว่าไม่ได้ทำ ตนยอมรับว่านั่งรถมาด้วยกันจริง มีการพูดคุยกันแต่ไม่ได้ทำอย่างที่เขาพูด
เมื่อถึงร้านอาหารก็นั่งกินข้าวกันตามปกติ จากนั้นถ่ายรูปคู่กัน และมีการหยอกล้อเล่นกัน และตนได้ป้อนอาหารน้องจริง เมื่อทานเสร็จตนเดินไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างเดินกลับมาน้องยังนั่งอยู่เหมือนเดิม
“ผมบอกพี่หนุ่มว่า ถ้าผมล้วง ผมทำแบบนั้นจริงๆ เขาคงไม่เดินเข้ามาในร้านกับผม คงไม่ต้องมานั่งกินข้าวกับผม และช่วงที่ผมเดินไปล้างมือ น้องเขามีเวลา ถ้าเกิดผมทำกับน้องเขาอย่างนั้นจริงๆ มันสามารถเดินออกไปเลย ถามจริงๆ เถอะครับ ถ้าผมทำแบบนั้น คงไม่มีใครจะมาถ่ายรูปกับผม มาทานข้าว มาถ่ายรูป แล้วก็รอที่จะขึ้นรถกลับไป”
พร้อมเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ระหว่างเดินกลับไปที่รถ ไม่รู้ผี – ซาตาน ตัวไหนมันเข้าสิง ขณะที่อยู่ในรถระหว่างการสตาร์ตรถ ตนยอมรับว่าได้มีการกอด หอม และจูบน้องเขาจริงๆ ยอมรับด้วยความเคารพ และเสียใจกับสิ่งที่กระทำลงไป ในการทำตัวรุ่มร่าม คิดน้อย ผิดหวังกับตัวเองที่ได้ไปกระทำแบบนั้น
ในส่วนของแชตข้อความ ทนายแก้ว ยืนยันว่า เป็นการสนทนาต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เป็นมิตร และหลังวันที่ 12 กันยายน ก็ยังมีการพูดคุยกันตามปกติ โดยไม่มีข้อความใดกล่าวหาว่าถูกล่วงละเมิดทางร่างกาย ยืนยันว่า ไม่ได้ลบแชทหรือกล้องหน้ารถแต่อย่างใด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากถูกกระทำรุนแรงจริง ควรมีการต่อว่าหรือบอกกล่าวในแชท ซึ่งไม่ปรากฏข้อความลักษณะดังกล่าว
ทนายแก้ว ชี้แจงกรณีการส่งข้อความขอโทษทางไลน์ว่า เป็นการขอโทษจากความรู้สึกผิดหวังทางความสัมพันธ์ ไม่ได้เป็นการยอมรับว่าล่วงละเมิด และต่อมาในเดือนตุลาคม ยังมีการพูดคุยกันเรื่องงานและการตัดต่อคลิป โดยหากตนเป็นบุคคลที่ทำร้ายอีกฝ่ายจริง คงถูกบล็อกและไม่ติดต่อกันต่อ
ต่อมา คู่กรณีมีการขอให้ขอโทษเป็นเงิน ซึ่งตนยอมรับว่า เกิดจากความต้องการให้เรื่องยุติ ไม่อยากให้กระทบครอบครัวและชื่อเสียง แม้ตนจะรู้สึกอับอายและเสียใจอย่างมาก โดยระบุว่า มีการเรียกเงินสูงถึง 10 ล้านบาท ผ่านคนกลาง คือ แจง ภรรยาแจ๊ส ที่เช่าตึกเดียวกับร้านสูทของพ่อคู่กรณี ซึ่งตนก็ได้ต่อรองว่าไหวเพียงแค่ 1 ล้านบาท แต่อีกฝ่ายได้กล่าวว่า “หากไม่มี 5 ล้าน 10 ล้าน ไม่ต้องมาคุยกัน” พร้อมย้ำว่า เป็นการเจรจาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้ต้องการหลบหนีความรับผิดชอบ
ทนายแก้ว ยังกล่าวถึงความรู้สึกตกใจและหวาดกลัว หลังมีการนำภาพตนและบุตรสาวไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียของพ่อฝ่ายหญิง ซึ่งมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดี พร้อมยอมรับว่า ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในภาวะเครียด นอนไม่หลับ และกระวนกระวาย และรอคอยว่าทางฝ่ายครอบครัวของคู่กรณีจะมีการติดต่อและเรียกค่าเสียหายด้วยเงินเท่าไร ซึ่งระหว่างรอตนก็ได้รับงานปกติ แต่ก็ถูกพ่อของคู่กรณีนำภาพมาโพสต์พาดพิงอย่างต่อเนื่อง และยังตั้งข้อสังเกตว่าทำไมเรื่องที่เกิดขึ้น ทำไมถึงไปคุยกับคนอื่น และในฐานะพ่อทำไมไม่แจ้งความตั้งแต่ที่ทราบเรื่อง แต่กลับกลายมาเล่นสงครามประสาททางโซเชียล ซึ่งตนเป็นคนอ่อนไหว จึงมีความเครียดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทำให้ตัดสินใจออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ
ท้ายที่สุด ทนายแก้ว ยกมือไหว้น้ำตาคลอ พร้อมเสียงสั่นเครือ ยืนยันว่า ไม่ได้หลบหนี พร้อมเคารพกระบวนการยุติธรรม หากคู่กรณีจะดำเนินการทางกฎหมายก็พร้อมน้อมรับผล รวมถึงการพิจารณาจากสภาทนายความ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงสะเทือนอารมณ์ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของตนเอง ยอมรับว่าคิดน้อยและทำตัวไม่เหมาะสม และขอโทษทุกฝ่ายจากใจจริง
ทั้งนี้ ยอมรับว่า ระหว่างเจรจากับพ่อคู่กรณี ตนเองรู้สึกกดดันและไม่มีทางออก จึงได้ปรึกษากับอัยการท่านหนึ่ง ที่รู้จักกันส่วนตัว เพื่อให้ช่วยพูดคุยติดต่อแก้ไขสถานการณ์ให้เบาลง ยืนยันว่า ไม่ได้มีข้อความอะไรที่จะไปกดดัน ตอนนั้นอยากให้ทางอีกฝ่ายดึงสติอย่าใช้อารมณ์เท่านั้นเอง (เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569)
ต่อมา นายอรรณพ บุญสว่าง หรือ ทนายเป้ง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีของทนายแก้วว่า "พี่แก้วครับ ผมขอชื่นชมต่อการขอโทษ และการแสดงออกของพี่แก้วครับ ด้วยความเคารพต่อข้อเท็จจริงของพี่แก้วด้วย และเคารพต่อข้อเท็จจริงของผู้เสียหายด้วย เราเป็นนักกฎหมาย ขั้นตอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และแพ่ง จะตรวจสอบให้ความจริงปรากฎ ผมเองก็จะทำงานตามจริยธรรม และรักษามรรยาทครับ หน้าที่ก็ว่ากันไปครับขอเป็นกำลังใจให้พี่แก้วครับ ทนายเป้ง"